Step to step by Mean Phiravich

มีน พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร

นักแสดงหน้าใหม่ไฟแรง ที่ตอนนี้สาวๆหลายคนคงใจละลายและเทใจไปให้เขามากมายพอสมควร ด้วยความที่มีหน้าหล่อตี๋ สไตล์เกาหลี ผิวออร่า แถมยังมีทัศนคติที่ดี คงทำให้สาวตัดสินใจไม่ยากเลยที่จะมอบหัวใจให้กับเขา

มีน พีรวิชญ์ เริ่มโด่งดังและเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากการเป็นนักแสดงเรื่อง ‘Love By Chance บังเอิญรัก เดอะซีรีส์’ และ ‘พี่นาค 2’ และบอกเลยว่าหนุ่มคนนี้โปรไฟล์ไม่ธรรมดาเพราะ ได้รับตำแหน่ง The most vibrant & shining guy จากการประกวด 50 หนุ่มโสดคลีโอในฝัน 2017 และยอดผู้ติดตาม Instagram ถึง 1 ล้าน 3 แสนคนเลยทีเดียว

เรามีนัดกับ นักแสดงหนุ่มหล่อหน้าเกาหลี วัย 22 ปี ผ่านช่องทางการสนทนาโทรศัพท์ส่วนตัว เนื่องจากเวลาของการทำงานและการเรียนไม่ตรงกัน เพราะเรียนอยู่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 4 แล้ว แต่เจ้าตัวก็หาเวลาเพื่อที่จะมาสนทนากับเราในวันนี้  

The Plankton: ถ้าพูดถึง มีน พีรวิชญ์ จะให้นิยามตัวเองว่าอะไร

มีน พีรวิชญ์: เป็นศิลปินคลื่นลูกใหม่ ที่กำลังมีผลงานที่น่าจับตามองในโลกบรรเทิง ถ้าชีวิตส่วนตัวก็คงเป็นเด็กปีสี่ที่ใกล้เรียนจบคนหนึ่ง ที่กำลังยุ่งอยู่กับธีสิส

The Plankton: จุดเริ่มต้นของการเข้าวงการบันเทิง เกิดได้อย่างไร

มีน พีรวิชญ์: จริงๆ อยู่ในวงการบันเทิงมานานแล้ว ย้อนกลับไปก็คงประมาณ ห้า หกปี ช่วงนั้นประมาณมอห้า มีโอกาสได้ไปแคสซีรีส์เรื่องหนึ่ง แต่พอเข้าไปแคสทุกวันก็ติดเข้าไปในรอบลึกๆ แต่ว่าก็ยังไม่ได้เล่นเป็นบทรัก ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าชอบไหม ตอนนั้นแค่ว่างแล้วอยากลองทำดูเฉยๆ แต่พอยิ่งได้ทำแล้วมันก็ยิ่งสนุก พอเรามีโอกาสมากขึ้นมันก็ยิ่งท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วโชคดีที่อาจจะมีโอกาสมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ ทำให้ยังมีงานอยู่ไม่ขาดสาย

The Plankton: รู้สึกว่าเข้าวงการบันเทิงแบบเต็มตัว ประมาณช่วงไหน

มีน พีรวิชญ์: ถ้าทำงานแบบเต็มตัว เริ่มรู้สึกมีชื่อเสียงและหาเงินเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงตัวเองได้ จนคิดว่าเป็นอาชีพหลัก ก็น่าจะเป็นช่วงประมาณเรียนมหาวิทยาลัย ปีสอง

The Plankton: มีผลงานอะไรบ้าง

มีน พีรวิชญ์: ที่ผ่านมาก็มีเยอะนะ แต่ว่าที่เด่นๆ เลยที่มีคนรู้จักก็จะเป็นซีรีส์เรื่องบังเอิญรัก หรือภาพยนตร์เรื่องนาคภาคสอง และยังมีผลงานอื่นๆ อีกหลายอย่าง

The Plankton: ผลงานที่ผ่านมา ชอบผลงานไหนมากที่สุด

มีน พีรวิชญ์ : ชอบผลงานไหนที่สุด คงตอบไม่ได้เพราะแต่ละผลงานมันก็มีจุดเด่นของมัน แล้วมันก็มีความแตกต่างของมันที่น่าสนใจหมดเลย คือบางผลงานมันเด่นแต่บางผลงานอาจจะไม่ใช่ผลงานที่เด่นแต่ว่ามันก็สามารถต่อยอดไปสู่อนาคตได้ดี ฉะนั้นชอบอันไหนมากที่สุด ก็…แล้วเราเป็นคนที่มาตรฐานค่อนข้างสูงพอเรากลับมาดูตัวเอง กลับมาลองเช็คตัวเอง เราก็ยังรู้สึกว่ามันก็ยังแก้ไขได้อยู่ ก็เลยยังไม่รู้สึกว่า…ยังตอบไม่ถูก ยังไม่มีผลงานไหนที่ชอบเป็นพิเศษแล้วกัน

The Plankton: อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำงานในวงการบันเทิง

มีน พีรวิชญ์: เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย แล้วก็…มันสนุกที่ได้เหมือนเก็บเลเวลอัพประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แล้วแรงบันดาลใจก็คือเราเห็นว่าจุดที่เราอยู่มันยังเป็นจุดเริ่มต้นอยู่เสมอ ทุกวันนี้เราก็ยังรู้สึกเหมือนเรายังอยู่จุดเริ่มต้นที่ เรายังเห็นคนอื่นๆที่ทำงานอยู่ เรายังเห็นคนอื่นๆที่แบบอยู่ในจุดที่สูงกว่าเรา อยู่ในจุดที่มั่นคงกว่าเรา เราก็เลยอยากทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ อยากเจอกับความท้าทายใหม่ๆ พวกนี้มันก็เป็นแรงบันดาลใจของเรา

The Plankton: จริงๆแล้ว ความฝันในวัยเด็กของมีนคืออะไร

มีน พีรวิชญ์ : ความฝันในวัยเด็กเหรอ (หัวเราะ) เด็กๆ เคยอยากเป็นหมอฟันในตอนมอต้น แล้วพอมาเรียนมอสี่ เรียนสายวิทย์คณิตก็เลยรู้สึกว่า ไม่ได้แล้ว ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่ ไม่ชอบ ก็เลยผันตัว เพราะรู้สึกว่าสายวิทย์คณิตไม่สนุก เรียนได้แต่ไม่สนุก ก็เลยย้ายมาเป็นสายศิลป์ตอนมหาวิทยาลัย คือเรียนสายวิทย์แต่เราคิดว่าเราน่าจะมาทำงานฝั่งสายศิลป์มากกว่า

The Plankton: ทำไมเราถึงรู้สึกว่าเราไม่สามารถไปตามความฝันได้

มีน พีรวิชญ์:  ถ้าพูดถึงความฝัน ตัวเราเองรู้สึกว่าความฝันในคำจำกัดความมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คือไม่ใช่ว่าตอนห้าขวบ ฝันว่าฉันอยากเป็นแบบนี้ แล้วฉันต้องยึดกับความฝันนั้นไว้ตลอดเวลา คือเราฝันว่าเราอยากเป็นหมอฟัน แต่ว่าพอวันนึงเราไปเรียนหรือเขยิบก้าวเข้าไปใกล้กับคำว่าหมอฟันขึ้นมาอีกก้าวหนึ่ง แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราก็แค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ความฝันของเรา เราอาจจะฝันอย่างอื่นแต่แค่ว่าเรายังเห็นภาพมันไม่ชัดพอ ฉะนั้นเรารู้สึกว่าความฝันมันสามารถลื่นไหลได้ตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แล้วเราก็นอนฝันใหม่ เรื่องใหม่ทุกๆ คืน มันอาจจะอยู่ที่ตัวเรา มันไม่ผิดที่เราจะทำตามความฝันตอนเด็กไม่ได้หรือไม่อยากทำต่อนะ เพราะว่า พอเราโตขึ้น เราน่าจะมีจุดมุ่งหมายใหม่ๆ ความฝันใหม่ๆ เข้ามา

The Plankton: คิดว่าตอนนี้จุดมุ่งหมายของเรา step ต่อไปคืออะไร

มีน พีรวิชญ์: สำหรับตัวเราเอง เราก็จะมีวิธีการในการวาดความฝันหรือว่าตั้งเป้าหมายไว้สองรูปแบบก็คือระยะสั้นกับระยะยาว คือระยะยาวเราตั้งไว้เพื่อรู้อนาคตจะเป็นยังไง แบบอนาคตไกลๆ เลย แต่กว่าที่เราทำให้ประสบความสำเร็จแบบนั้นได้มันก็ต้องมีจุดเป้าหมายสั้นๆ เล็กๆ ค่อยๆทำไปทีละครึ่งปีหรือ ปีหนึ่ง อย่างจุดมุ่งหมายระยะยาวของเรา เราบอกว่าเราจะเล่นบทพ่อ อันนี้เป็นความฝันที่เพิ่งคิดขึ้นมาได้ ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา คือเราไปนั่งดูซีรีส์ ไปนั่งดูละคร แล้วเราเห็นว่าหลายๆ คนที่เล่นบทพ่อเมื่อก่อนเขาก็เป็น ดารา เป็นนักแสดงระดับพระเอก และการที่เขาจะเล่นบทพ่อได้ คนๆ หนึ่งจะต้องยืนระยะมายาวมากใน วงการบันเทิง มาแบบยี่สิบ สามสิบปี กว่าที่เราจะได้เล่นบทพ่อ บทพ่อเราเรียกว่าแทบจะสูงสุดของวงการ บันเทิงในฐานะนักแสดงแล้วมั้ง เขาต้องเก็บประสบการณ์มาเยอะมากๆ แต่กว่าที่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ เราก็ ต้องมีจุดมุ่งหมายเล็กๆ ที่ละครึ่งปีหรือปีหนึ่ง อย่างเช่น เราอยากเล่นหนัง ซึ่งเราเล่นไปแล้ว เราก็วางไว้ว่า อีกหกเดือน เราจะมีซีรีส์ที่ดีออกมา อีกสองปีนี้เราก็จะมีชื่อเสียงมากขึ้นเท่าไรอะไรแบบนี้ อันนี้ก็เป็น mission เล็กๆ ที่เราค่อยๆ เก็บไปแล้วก็สนุกกับมัน เพื่อที่จะให้ถึงวันสุดท้ายแล้วจะสามารถขึ้นไปถึงจุดที่เป็นเป้าหมายใหญ่ได้

The Plankton: ถือว่าทำงานหนักมั้ยในช่วงนี้

มีน พีรวิชญ์: ก่อนหน้านี้ก็ทำงานหนักมาก ช่วงประมาณตั้งแต่ปีสาม ทำงานหนักมาสองปีแล้ว ทำงานหนักแบบโอเวอร์โหลดเลยก็ว่าได้ เพราะว่ารับงานมากกว่าจำนวนวันด้วยซ้ำ เดือนหนึ่งเรามีสามสิบวันเรารับงานมากกว่าสามสิบงานอีก เราถ่ายละครติดกันหกโมงเช้าถึงสี่ทุ่มติดกันทุกกวัน ที่เรารับหนัก เพราะรู้สึกว่าโอเคเรายังทำไหวอยู่ แล้วก็เราเป็นคนไม่กล้าปฏิเสธคน แล้วก็อาจจะมี accident เพราะว่ากองถ่ายมาไม่ได้เกิดกับคนแค่คนเดียว คนมันเยอะเลยอาจจะเกิดปัญหามากมาย เลื่อนไปเลื่อนมามันก็มาชนมันก็ทำให้งานเรามันก็หนัก แต่ว่าเรารับได้แล้วเราก็ยังสนุกกับมันอยู่ ก็ยังโอเคนะ

The Plankton: ในช่วงที่รับงานหนักแบ่งเวลาให้กับการเรียนอย่างไร

มีน พีรวิชญ์: เราก็ต้องเลือกการจบภายในสี่เป็น first quality ก็คือไม่ว่าเราจะทำงานอะไร เราต้องจบให้ได้ภายในสี่ปี แล้วเราก็ว่าแผนว่าเราจะต้องเรียนทั้งหมดภายในสามปีครึ่ง แล้วปีสี่เทอมสอง เราก็จะทำธีสิสอย่างเดียวไม่ทำอะไรเลย ซึ่งเราก็จับตารางแบบนี้ไว้ตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว เราก็แค่ทำตามให้ได้แค่นั้นเอง พอเราเรียนถึงประมาณปีสามเทอมสองหรือปีสี่เทอมหนึ่งเราก็สบายแล้ว เพราะเราอัดเรียนมาก่อนหน้านี้ มันช่วงที่เรารับงานหนักแล้วเรื่องเรียนเราสบายพอดี แต่ก็ยังเรียนเยอะอยู่แบบ สามถึงสี่วันต่อสัปดาห์ แต่เราก็ใช้วิธีการก็คือลงตารางเรียนก่อนแล้วแมชงานให้ไม่ชนกับตารางเรียน หรือถ้ามันชนเราก็ต้องไปคุยกับอาจารย์ว่าคาบไหนขาดได้กี่ครั้ง ซึ่งอาจารย์ส่วนใหญ่ก็เข้าใจนะ เพราะอาจารย์จะเน้นคะแนนที่โปรเจคมากกว่าการเช็คชื่อ

The Plankton: อะไรคืออุปสรรคในการทำงานวงการบันเทิง

มีน พีรวิชญ์: อุปสรรคสำหรับเราในวงการบันเทิงเราว่า น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าวงการคือเราต้องมี Connection เพราะมันค่อนข้างสำคัญ คือการที่เราไม่รู้จักใครเลยในวงการบันเทิง มันค่อนข้างไปต่อลำบากมาก เราใช้เวลาสามสี่ปีในการ ค่อยๆทำความรู้จักกับคนเยอะมากขึ้น เพื่อที่แบบให้เขาเห็นหน้าค่าตาเรา ทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น

The Plankton: ตอนนี้คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จไปแล้วกี่เปอร์เซ็น

มีน พีรวิชญ์: ตอนนี้เราให้ตัวเองที่ห้าสิบ เราว่ามีคนรู้จักในกลุ่มหนึ่ง กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มคนทั่วไป มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างก้าวมาไกลแล้ว อยู่มาได้ห้าหกปีในวงการบันเทิงก็ถือว่านานแล้ว แต่ว่าการที่เราจะขึ้นไปในระดับ เจ็ดสิบ แปดสิบหรือหนึ่งร้อย มันต้องอาศัยความหลากหลายอีกเยอะ อาศัยประสบการณ์อีกเยอะ เราว่าตอนนี้มันก็ครึ่งทางของความสำเร็จแล้ว

The Plankton: จากการทำงานในวงการบันเทิงเราได้รับอะไรจากวงการนี้บ้าง

มีน พีรวิชญ์: เยอะมากเลยนะ มันทำให้เรารู้สึกโต โตเร็วมากๆ อย่างแรกที่เห็นชัดเลยก็คือ ปกติแล้วเราเป็นคนที่คุยกับผู้ใหญ่ไม่เก่งเลย เป็นคนที่ใช้วิธีการหรือเลือกวิธีการพูดไม่เป็น วางตัวในที่สาธารณะไม่เป็น แอบรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขี้อายด้วยซ้ำ แต่พอเราไปอยู่ในวงการบันเทิงมากๆ มันก็ทำให้เรากล้าที่จะแสดงออก ทำให้เราได้เห็นในหลายมุมมองมากยิ่งขึ้น การที่เราได้มากอยู่ในวงการบันเทิงการไหลของความรู้การไหลของข้อมูลมันก็เยอะ ยิ่งเราเรียนสื่อสารมวลชน มันทำให้ทุกอย่างมันดูสอดคล้องกันไปหมด เราก็กลายเป็นคนที่เปิดรับข่าวสารมากขึ้น รู้ทันโลกมากขึ้น

Visits: 70 | Today: 0 | Total: 40734