Special Wednesday

  “เด็กจ๊ะๆ วันนี้ครูมีเพื่อนใหม่มาแนะนำให้พวกเรารู้จัก ”

  ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘เพื่อนใหม่’ เสียงก็เริ่มดังเอะอะออกมาจากห้อง ม.5/3 เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นกลางเทอม จึงรู้สึกแปลกที่มีนักเรียนย้ายมากะทันหัน

  เด็กสาวนัยน์ตาสีดำคมกริบยกมือกุมหน้าอกพยายามสงบสติอารมณ์ไม่ให้ตื่นเต้น แต่ดวงตากลมโตกลับสั่นระริกไปด้วยความประหม่า ทันทีที่ได้สัญญาณจากครูประจำชั้น ร่างบางจึงเดินเข้าไปในห้องไม่ทันไรก็ตกเป็นเป้าสายตา เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนที่มัดขึ้นสูงพลิ้วไปตามแรงก้าว จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากสีชมพูอ่อน แก้มระเรื่อสีแดงเป็นธรรมชาติ ยิ้มน้อยยกมุมปาก

  “สวัสดีค่ะทุกคน ยินดีที่ได้รู้จัก”

  ‘643’

  นี่มันอะไรกันเนี่ย ..

  หลังจากที่แนะนำเมื่อคาบโฮมรูมเสร็จทุกคนก็หันกลับไปทำกิจวัตประจำวันของตัวเองต่อเหมือนเดิม ทำราวกับว่าไม่เห็นฉันอยู่ในสายตา พอพยายามจะสบตากับใครสักคน คนพวกนั้นก็ไม่มีท่าทีว่าจะทักทายหรือชวนให้ไปนั่งด้วยกันเลย

  เอ๊ะ ที่ตรงนั่นยังว่าง

  มุมเล็กๆ หลังห้องที่รายล้อมด้วยโต๊ะที่ยังไม่มีใครจับจอง ฉันเลยเลือกเดินไปนั่งแถวสุดท้ายที่ติดกับหน้าต่างถึงจะดูเงียบเหงาแต่ก็ให้ความรู้สึกสบายใจในเวลาเดียวกัน ฉันกวาดสายตาสำรวจรอบห้องเรียนที่ไม่ได้แตกต่างไปจากโรงเรียนที่ฉันเคยอยู่ นอกเสียจากระบบแบบเดินเรียนที่พอหมดคาบก็ต้องเดินเปลี่ยนตึกเรียนไปเรื่อยๆ จำนวนโต๊ะเรียนในแต่ละห้องก็ดูเหมือนจะไม่เท่ากัน เหลือบ้าง เกินบ้าง แถมโต๊ะยังเป็นแบบวางของใต้โต๊ะได้ก็สะดวกดีเหมือนกัน แต่ที่สะดุดตาฉันคือรอยปากกามากมายที่เขียนเล่นบนโต๊ะ  

  ‘หน้าบานจัง ทำไงดี ’

  ‘แอบชอบรุ่นพี่แต่ไม่กล้าบอก’

  ‘เมื่อไหร่จะหมดคาบวะ ปวดขี้!’

  และอีกสารพัดข้อความบนโต๊ะที่ทำให้ฉันหลุดขำออกมา คงเป็นฝีมือพวกนักเรียนมือบอนที่หาอะไรทำแก้เบื่อในวิชาเรียนแน่ๆ แล้วเราจะเขียนตรงไหนดีนะ เอาเป็น..มุมขวาล่างดีกว่าเพราะมันน่าจะสังเกตได้ยาก

  ‘เบื่อจัง’

  ได้เขียนแบบนี้ก็คลายเครียดเหมือนกัน พร้อมกับวาดรูปลูกพีชลงไปไม่นานเสียงกริ่งบอกเวลาเลิกคาบโฮมรูมก็ดัง นักเรียนส่วนใหญ่เก็บอุปกรณ์เข้ากระเป๋าแล้วพากันเดินออกไปเป็นกลุ่มๆ เหลือฉันไว้คนเดียว .. ฉันค่อยๆเก็บของเข้ากระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องตามคนอื่นไปเงียบๆ ได้แต่คิดกับตัวเองในใจว่า ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เราต้องหาเพื่อนให้ได้!

  1 อาทิตย์ผ่านไป

  ภายในห้องเรียนเดิมของเช้าวันพุธ เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นอย่างทุกครั้งของกลุ่มนักเรียนที่จับกลุ่มคุยกันราวกับว่าไม่ได้เจอกันมาเป็นเดือนๆ ส่วนตัวฉันนั้นไม่ขอพูดอะไรมากเดินผ่านทุกคนไปนั่งคนเดียวเหงาๆ ที่มุมหลังห้องตามเดิม

  ตุ้บ !

  กระเป๋าถูกวางลงบนโต๊ะตัวเดิมก่อนฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างเหนื่อยอ่อน นี่ก็ปาเข้าไปอาทิตย์หนึ่งแล้ว ทำไมฉันถึงยังหาเพื่อนไม่ได้สักที! ไม่เคยคิดเลยว่าการหาเพื่อนให้ได้มันจะยากขนาดนี้ เมื่อเช้าแม่ยังตอกย้ำถามว่า เข้ากับเพื่อนๆ ได้หรือเปล่า คือแม่..หนูยังหาเพื่อนไม่ได้สักคนเลยค่ะ ไม่ว่ามองไปทางไหนทางไหนทุกคนก็ดูมีความสุขกันหมด ยกเว้นฉัน ไปไหนมาไหนคนเดียว กินข้าวคน  กลับบ้านคนเดียว เรียกได้ว่าฉันอยู่ในโลกของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ โอเค เริ่ด!!

   “นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ ”

  “สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ”

  “เอาละ เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาครูขอให้เราทำแบบฝึกหัดต่อ-” แทนที่จะฟังอาจารย์พูดฉันกลับหยิบหูฟังออกมาจากกระเป๋าเสียบมันเข้ากับไอโฟนแล้วเลือกฟังเพลงของ I ของนักร้องคนโปรดแก้เบื่อโดยไม่ลืมเอาหนังสือมาบังไว้

  เฮ้อ อยากกลับบ้านแล้วสิ..หือ

  จู่ๆ สายตาฉันดันเลื่อนไปเจออะไรที่น่าสนใจเข้าเพราะข้อความที่ฉันเขียนไว้เล่นๆ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วมันมีข้อความแปลกๆ ถูกเขียนอยู่ข้างใต้ข้อความ จนฉันอดประหลาดใจไม่ได้

  ‘ ทำไมถึงเบื่อเหรอ ’

  ฉันทั้งทึ่งและอึ้งในเวลาเดียวกันเพราะไม่คิดเลยจริงๆว่าจะมีคนสนใจข้อความของฉันแล้วเขียนตอบกลับมาแบบนี้ มันยิ่งทำให้ฉันนึกสนุกแล้วใช้ปากกาเขียนต่อกลับไป

  ‘ นั่งเรียนคนเดียวก็ต้องเบื่อดิ ’

  ในใจคิดว่าอาจจะเป็นพวกมือบอนเขียนแกล้งกันเฉยๆ เพราะดูจากข้อความบนบนโต๊ะแล้ว มันคงเป็นเรื่องยากที่จะมีคนตอบกลับมาแบบจริงๆ จังๆ แต่ก็แอบหวังว่ามันจะไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญเพราะฉันแอบเห็นว่าใต้ข้อความของเขามีรูปวาดทิ้งท้ายไว้เหมือนของฉันเลย เป็นรูปอะไรกลมๆ วงๆ สองอัน.. แว่นเหรอหรืออะไร แต่เรื่องนั้นเอาไว้ที่หลังเพราะก่อนอื่นฉันต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าข้อความนี้เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า

  1 อาทิตย์ต่อมา

  ฉันกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหยุดที่หน้าห้องเรียน 643 ที่ฉันจะได้เรียนแค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นและนี่ก็เป็นวันพุธที่ฉันรอคอยว่าเรื่องที่เกิดมันเป็นแค่ความบังเอิญจริงๆ หรือความตั้งใจกันแน่  อยู่ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกแค่คิดว่าเขาคนนั้นจะตอบกลับมาหรือเปล่า ทำเอาขาที่กำลังก้าวเข้าไปในห้องถึงกับก้าวไม่ออก ฉันหยุดคิดนิ่งสักพักก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปในห้อง แล้วเดินไปยังโต๊ะตัวสุดท้ายของแถวตรงริมหน้าต่างทันที เมื่อมาถึงก็ทำเอาฉันบังคับตัวเองให้หุบยิ้มไม่ได้เลย

  ‘ เพื่อนไม่คบอะดิ 555 ’

  ฉันไล่อ่านข้อความที่เพิ่มขึ้นมาจากครั้งก่อนซ้ำไปซ้ำมาราวกับว่ามันแทรกซึมเข้าไปอยู่ในโซนความทรงจำของฉันเรียบร้อยแล้ว จากข้อความทำให้ฉันรู้เลยว่าคนที่ตอบต้องเป็นคนที่กวนใช่เล่น ถ้าได้คุยกันจริงๆ ต้องสนุกแน่ๆ

  ‘ เราคงสวยเกินมั้งเลยไม่มีใครอยากอยู่ด้วย อิอิ ’

  ฉันใช้เวลาไม่ถึงนาทีในการเขียนตอบกลับไป บอกเลยว่าไม่รู้สึกอายกับประโยคที่เขียนตอบไปเพราะฉันสวยจริง ฮ่าๆ ตอนนี้ฉันดูเหมือนคนบ้าเลยที่นั่งหัวเราะมีความสุขอยู่คนเดียวแม้ว่าในความจริงฉันยังหาเพื่อนไม่ได้ยังเหมือนเดิมแต่ที่เปลี่ยนไปคือฉันไม่รู้สึกเหงาอีก เพราะฉันได้เจอกับเพื่อนใหม่คนนี้ มันทำให้ฉันเริ่มรู้สึกสนุกและคิดว่าการมาโรงเรียนก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

  กริ๊งงงงง

  เสียงกริ่งดังเป็นเวลาบ่ายโมงตรงของทุกวันซึ่งเป็นสัญญาณบอกหมดคาบเรียน ทุกคนเดินออกจากห้องเรียนโดยไม่รีรอและยังคงเป็นเหมือนทุกวันที่คนเดินออกจากห้องคนสุดท้ายเป็นฉัน และเป็นอีกวันที่ทำให้ฉันนั่งยิ้มกับตัวเองกับตัวหนังสือไม่กี่ตัว มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเจอ ทั้งตื่นเต้นและสนุกในเวลาเดียวกัน เมื่อเห็นรอยปากากาที่เพิ่มขึ้นมาบนโต๊ะในทุกๆ วันพุธที่ฉันรอคอย

  ‘ เป็นเพื่อนกับเราดิ หล่อเกินไปเพื่อนไม่คบเหมือนกัน ’

  จากข้อความของเขาทำให้ฉันสามารถเดาได้ว่าเขาต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ แถมยังขี้เล่นอีก อยากลองคุยกับตัวจริงดูจังว่าจะกวนขนาดไหน ทุกครั้งที่รอยปากกาถูกเขียนทับลงบนโต๊ะ ความรู้สึกอ้างว้างในใจของฉันคอยๆ หายไป

  แม้ว่าฉันจะเดินออกมาจากห้องแล้วแต่ในหัวยังนึกถึงข้อความบนนั้นไม่หยุด

  “ไงเด็กใหม่ ยิ้มยืนอะไรอยู่คนเดียว”

  “นาย..”

  “ฉัน  มาร์ค อยู่ห้องเดียวกับเธอไง” คนตัวสูงเกือบ 180 ซม. อยู่ๆ ก็เดินมาแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร ใบหน้าที่เรียวได้รูปกับดวงตากลมที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้แว่นตาอันใหญ่ ทำให้คนตรงหน้าแอบดูดีไม่ใช่น้อย ฉันพยักหน้ารับคนตรงหน้าแต่สองเท้ากลับถอยเท้าไปด้านหลังครึ่งก้าวอย่างระมัดระวังตัว คนตัวสูงเห็นดังนั้นกลั้นขำแทบไม่อยู่ “กลัวอะไร ฉันไม่กัดเธอหรอกน่า ลูกพีช”

  “..รู้จักชื่อฉันได้ไง” ตั้งแต่ย้ายมาฉันยังไม่เคยแนะนำตัวกับใครจริงๆ จังๆ เลยสักคนเดียว จะมีก็แต่…   

  “ไม่เห็นแปลกก็ฉันเป็นหัวหน้าห้องเธอ ครูดวงพรสั่งให้มาดูแลเธอ”

  ครูประจำชั้นสั่งมาหรอ.. ฉันถอนหายใจเบาๆ หันไปตอบคุณหัวหน้าห้องนิ่งๆ

  “ขอบคุณแต่ไม่ต้อง” ก่อนจะเดินหนีออกมาแต่คนตัวสูงก็ยังไม่ลดละขายาวๆ ของเขาก้าวเพียงสองก้าวก็เดินตามทันฉันแล้ว

  “ได้ไงเล่า เธอไม่อยากได้เพื่อนนำทัวร์รอบโรงเรียนเหรอ”

  “ฉันดูแลตัวเองได้”

  “งั้นเรามาสนิทกันก็ได้เพื่อนฉันก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน ”

  “หน้าตาอย่างนายหาเพื่อนได้ไม่อยาก ไม่ต้องมาสงสารฉันหรอก!”

  “เอ้า พูดเรื่องจริงก็ไม่เชื่ออีก” ฉันลอบมองบนอย่างเอื้อมๆ กับท่าทีเข้าไม่เลิกของหัวหน้าห้องคนนี้ ไม่ใช่อะไรคือฉันไม่เข้าใจเจตนาของคนๆ นี้จริงๆ ว่าเขาทำเผื่ออะไร ฉันก็บอกว่าอยู่มาเป็นไรเพราะฉันจัดการเรื่องของตัวเองได้

  “ฉันกับนายไม่เหมือนกัน อย่ามาสนใจเลยดีกว่า”

  “ไม่นะ เราออกจะเหมือนกัน”

  “เหมือนกันเหรอ”

  “ก็พอดีฉันเป็นพวก..” จู่ๆ คนที่ตัวสูงกว่าเอนตัวลงมาในระยะประชิด เสียงกระซิบแผ่วเบาดังอยู่ข้างหู “หล่อเกินไป เพื่อนเลยไม่คบ”

  “….”

  ในตอนนั้นตัวฉันชาเหมือนไฟดูด ข้างในตัวมันเบาโหวงแปลกๆ ฉันหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของใบหน้าเรียว ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างมองคนตรงหน้าต้องการย้ำคำตอบนั้นอีกครั้งแต่กลับได้รับเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แทน คนตัวสูงเอื้อมมือหนามาจับข้อมือฉันเอาไว้แล้วพาวิ่งไปตามทางเดินระเบียงตึก

  “ถ้าไม่รีบจะเข้าเรียนสายนะ คุณเด็กใหม่มือซน

Visits: 108 | Today: 1 | Total: 57987