Another Me

 -คุณเชื่อเรื่องปีศาจมั้ย คิดว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า…-

          ร่างของเด็กหนุ่มอายุราว 22 ปี นอนเหยียดตรงอยู่บนเตียงอย่างเรียบร้อย ผ้าห่มสีขาวสะอาดตาถูกห่มขึ้นมาไว้บริเวณอก ตาทั้งสองข้างปิดลง สีหน้านิ่งสงบเหมือนกำลังหลับอยู่ในห้วงความฝัน แต่ไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้อีกบนโลกแห่งความจริง

วันที่ 11 ตุลาคม 

          เวลาคล้อยบ่ายกับอากาศสบาย ๆ ของฤดูใบไม้ร่วง การได้เพิ่มคาเฟอีนให้ร่างกายคงจะดีไม่น้อย ร้านกาแฟย่านฮงแดมีเยอะแบบเรียกว่าแทบจะทุกบล็อคที่เดินผ่าน แต่คุณอาจจะต้องไปผจญกับสาวน้อยสาวใหญ่มากมายที่เลือกจะมาถ่ายรูปกับร้านกาแฟสวย ๆ มากกว่ามาดื่มกาแฟ เพราะฉะนั้น ยุนจุนฮยอง เลือกที่จะเข้าร้านกาแฟเจ้าประจำห่างออกไปสองบล็อคจากสถานีตำรวจฮงแดที่เขาทำงานอยู่ดีกว่า ถึงจะเป็นร้านเล็ก ๆ และต้องเดินเข้าซอยไปอีกนิดหน่อย แต่เรื่องรสชาตกาแฟต้องยกนิ้วให้เลยแหละ

          กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วลอยฟุ้งไปทั่ว เมื่อเปิดประตูเข้ามาในร้าน โทนสีเขียวของผนังร้านลงตัวกับเฟอร์นิเจอร์สีน้ำตาลไม้ในร้าน เคาน์เตอร์สำหรับสั่งออเดอร์และบาร์สำหรับทำกาแฟอยู่ติดกัน ตัวร้านยาวเข้าไปด้านใน มีต้นไม้วางประดับอยู่หลายจุด และมีโต๊ะตั้งในร้านเพียง 5 ชุดเท่านั้น  ความเงียบสงบและบรรยากาศสบาย ๆ นี้แหละเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของร้านนี้

          “มัคคิอาโต้เย็นเหมือนเดิมนะครับ” ควอน ฮยอกอู พนักงานที่คุ้นหน้ากันดีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม 

          “น่าให้รางวัลพนักงานดีเด่นนะเนี่ย” เขาตอบเย้าแหย่กลับไป

          “ก็พี่เล่นกินเหมือนเดิมทุกวันเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า รอสักครู่นะครับ ลี ชิน ของพี่จุนฮยองนะ มัคคิอาโต้เย็น” ประโยคแรกฮยอกอูพูดกับเขา แต่ประโยคหลังหันไปสั่งกับใครสักคนที่กำลังยืนวุ่นอยู่กับเครื่องชงกาแฟ

          “หือ ลี ชิน พนักงานใหม่เหรอ” ถามไปเพราะเท่าที่เขาจำได้ช่วงบ่ายมีแค่ฮยอกอูที่อยู่ประจำร้านเท่านั้น

          “ฮะ ชินทำงานมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ พี่ก็เจอแล้วนิ” ฮยอกอูตอบพลางทำหน้าตางง ๆ 

          “อ้าว เหรอ…สงสัยช่วงนี้ทำงานหนักเลยเบลอ ๆ มั้ง” เขาตอบอย่างไม่ได้ใส่ใจมากนัก พอจ่ายเงินเสร็จก็เดินไปนั่งรอเครื่องดื่มที่โต๊ะติดหน้าต่างของร้าน หยิบหนังสือของทางร้านมาอ่านฆ่าเวลา เพียงครู่เดียวมัคคิอาโต้เย็นก็ถูกนำมาเสิร์ฟโดยพนักงานคนใหม่ เขาละสายตาจากหนังสือเพื่อรับแก้วกาแฟ ก่อนจะยิ้มให้คนตรงหน้าเล็กน้อย 

          “ขอบคุณนะ ชื่อลี ชินใช่มั้ย” 

          “ครับ ทานให้อร่อยนะครับ” อีกคนพยักหน้ารับน้อย ๆ ก่อนจะรีบเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์บาร์ 

          ‘ชิน มาทำงานเป็นอาทิตย์แล้ว’ พอนึกถึงคำพูดของฮยอกอูแล้ว ทำไมกันนะ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเพิ่งเจอเด็กคนนั้นเป็นครั้งแรก แต่กลับกันก็รู้สึกคุ้นเคยแปลก ๆ

วันที่ 4 พฤศจิกายน

          เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นทั่วบริเวณ แสงวูบไหวของไซเรนรถตำรวจและรถพยาบาลสร้างความสนใจให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ทางเข้าตึกแถวสี่ชั้นถูกกั้นด้วยแถบกั้นสถานที่เกิดเหตุของตำรวจ จุนฮยองเดินผ่านแถบกั้นแล้วเดินขึ้นบันไดแคบ ๆ ขึ้นไปที่ชั้นสามห้องริมสุดตามที่ ซง จีโฮ หัวหน้าทีมสืบสวนที่หนึ่งของแผนกอาชญากรรม โทรไปบอก เพราะตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มกว่า เขากลับจากสถานีไปอพาร์ตเมนต์ของตัวเองไปตั้งแต่ตอนเย็นแล้วจนมีสายของพี่จีโฮโทรเข้ามาเขาถึงได้มาที่นี้

          “อ้าว จุนฮยองมาแล้วเหรอ” อู แทฮยอน รองหัวหน้าทีม เอ่ยทักขึ้นระหว่างที่เขากำลังสวมถุงมือที่ได้รับมาจากหน่วยพิสูจน์หลักฐานตรงหน้าประตูทางเข้าห้องที่เกิดเหตุ 

          “ครับ แล้วเป็นยังไงบ้างพี่” เขาว่าพลางเดินเข้าไปที่จุดเกิดเหตุพร้อมรุ่นพี่ร่วมทีม

          “นิติเวชบอกว่าสาเหตุการตายน่าจะขาดอากาศหายใจจากการโดนรัดคอ แต่ไม่มีรอยเชือกหรือเอ็นที่คอ ต้องเอาไปชันสูตรจะได้บอกแน่ชัด น่าสงสารเนอะอายุเพิ่งจะ 22 เอง กำลังเรียนมะ…เฮ้ย จุนฮยองเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมทำหน้าแบบนั้น” แทฮยอนที่กำลังอธิบายดูตกใจขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูเหมือนจะทั้งประหลาดใจและเศร้าหมองของรุ่นน้องตัวเอง

          จุนฮยองไม่รู้เหมือนกันว่าหน้าแบบนั้นที่พี่แทฮยอนบอกคือหน้าแบบไหน เขาแค่ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้าเท่าไหร่ ร่างของเด็กหนุ่มอายุราว 22 ปี นอนเหยียดตรงอยู่บนเตียงอย่างเรียบร้อย ผ้าห่มสีขาวสะอาดตาถูกห่มขึ้นมาไว้บริเวณอก ตาทั้งสองข้างปิดลง สีหน้านิ่งสงบเหมือนกำลังหลับอยู่ในห้วงความฝัน แต่ไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้อีกบนโลกแห่งความจริง เด็กที่ชื่อ  ลี ชิน คนนั้นน่ะ 

          “ผมตกใจน่ะครับ ไม่คิดว่าจะเป็นคนที่เคยเห็นหน้ากันบ่อย ๆ” 

          “หือ รู้จักเหรอ” น้ำเสียงของแทฮยอนดูประหลาดใจ

          “พนักงานร้านกาแฟที่ผมชอบไปประจำ แล้วพวกพิสูจน์หลักฐานว่ายังไงบ้างครับ”

          “เหยื่อชื่อ ลี ชิน อายุ 22 ปี เรียนอยู่ที่มหาลัยฮงอิก อาศัยอยู่ห้องนี้คนเดียว สันนิษฐานว่าเสียชีวิตตั้งแต่สามทุ่มของเมื่อวาน ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ขัดขืนด้วย และที่เกิดเหตุไม่มีอะไรที่จะเอามาระบุตัวตนร้ายได้เลย ทั้งรอยนิ้วมือ เส้นผม หรืออะไรที่จะเอาไปตรวจดีเอ็นเอได้ แถมหลังจากคนร้ายลงมือแล้วยังจัดศพให้นอนเรียบร้อยขนาดนั้นแถมห่มผ้าให้อีก ไม่คิดว่าแปลกเหรอ” หัวหน้าทีมอย่างจีโฮตอบคำถามเขาแทนแทฮยอนด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด 

          “นั่นสิ หรือทำเพราะปกปิดหลักฐานอะไรหรือเปล่านะ” แทฮยอนเริ่มคิดต่อจากคำพูดของจีโฮ

          “ผมว่าการกระทำแบบนี้น่ามีความหมายอะไรมากกว่าจะทำเพื่อปกปิดหลักฐานนะ” เขาแย้งออกไป

          “เอาเถอะ ไว้รอฝ่ายพิสูจน์หลักฐานเก็บหลักฐานให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปคุยกันต่อที่สถานีดีกว่า” หลังจากที่จีโฮพูดจบ คนของฝ่ายนิติเวชก็นำศพออกไปเพื่อชันสูตรต่อ จุนฮยองได้แต่มองร่างสิ้นลมหายใจที่ถูกยกออกไปด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก 

วันที่ 4 ตุลาคม

          เขาเดินทอดน่องไปตามทางเดิน ต้นไม้ข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มบ้าง เหลืองบ้าง ร่วงหล่นลงมาเรื่อย ๆ กับอากาศเย็นสบายแบบนี้คงดูโรแมนติกไม่น้อยสำหรับคู่รักหลายคู่ที่เดินเคียงข้างกันไป หรือกลุ่มเพื่อนที่กำลังดูสนุกกับการถ่ายรูปกับต้นไม้เปลี่ยนสีพวกนั้น แต่สำหรับ ลี ชิน บรรยากาศแบบนี้มันทำให้เขารู้สึกเหงา มีเพียงเสียงเพลงในหูฟังเท่านั้นที่ร่วมเดินทางไปกับเขา ชีวิตเด็กมหาลัยปีสองของเขามันเงียบเหงาเกินไป ไม่มีแม้กระทั่งเพื่อนสนิท เพื่อนเก่าสมัยมัธยม แฟน หรือแม้แต่ครอบครัว จะว่าไปมันก็เงียบเหงาแบบนี้มาตลอดนั้นแหละชีวิตเขาน่ะ 

          เดินจากมหาวิทยาลัยมาจนจะถึงที่พัก ก็เห็นว่าร้านกาแฟใกล้ ๆ มีป้ายรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์อยู่ เขาเคยทำงานที่ร้านกาแฟแถว ๆ มหาวิทยาลัยมาก่อน แต่ก็ต้องลาออกเพราะทางร้านมีปัญหาและปิดตัวลง ถึงเขาจะไม่ได้อยู่ในฐานะที่เดือดร้อนเรื่องเงินมากนัก เพราะได้รับเงินประกันจากอุบัติเหตุการเสียชีวิตของพ่อแม่ในจำนวนที่ค่อนข้างสูง แล้วญาติ ๆ ก็ส่งเงินมาให้บ้าง แต่เขาคิดว่าเรื่อเงินน่ะคงไม่มีใครมาช่วยได้ตลอดหรอกเพราะฉะนั้นช่วยตัวเองนั้นแหละ ดีที่สุดแล้ว แถมเวลาทำงานมันทำให้เขาพอที่จะได้พบปะ พูดคุยกับผู้คนบ้าง อย่างน้อยมันก็ช่วยให้เขาลืมความเหงาไปได้สักระยะแหละ 

          แต่ใครจะรู้ว่าการได้ทำงานที่ร้านกาแฟนี้จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

          เขาทำงานกับร้านกาแฟนี้ได้ดี เพราะเคยมีพื้นฐานมาแล้ว แถมพี่ฮยอกอูที่รับเขาเข้ามาก็เป็นคนใจดี ไม่จู้จี้จุกจิกด้วย แต่ที่ดูเป็นปัญหาของเขาน่ะ คือ ลูกค้าประจำที่ดูสนิทกับพี่ฮยอกอูมากกว่า ผู้ชายผิวสีแทน รูปร่างสูงใหญ่ ผมสีดำสนิท ดวงตาคม จมูกโด่งรับกับริมฝีปาก แถมยังมีรสนิยมในการแต่งตัวอีกด้วย เถียงไม่ได้เลยแหละว่าเป็นผู้ชายที่ดูดีมากคนหนึ่ง แต่เขากลับรู้สึกกลัว ทั้ง ๆ ที่ผู้ชายคนนั้นดูสนิทสนมกับพี่ฮยอกอู แต่เขากลับรู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่ผู้ชายคนนั้นมองมา สายตาที่คาดเดาไม่ได้ของผู้ชายที่ชื่อ ยุน จุนฮยอง 

วันที่ 5 พฤศจิกายน

          ยุน จุนฮยองกำลังหัวหมุนสุด ๆ หลังจากกลับมาถึงสถานีตำรวจ ทีมสืบสวนของพวกเขาก็ตรวจสอบหลักฐานจากที่เกิดเหตุกันยันโต้รุ่ง ซง จีโฮ สอบปากคำผู้พบศพคนแรกและโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจอย่างฮยอกอู ได้ความว่า ‘ลี ชิน ขาดงานโดยไม่ลาและติดต่อไม่ได้ เมื่อตนทำงานเสร็จเลยมาดูที่ห้องเพราะเป็นห่วง แต่ประตูไม่ได้ล็อคเอาไว้เลยเข้าไปพบศพ’ แต่เวลาที่สันนิษฐานว่าเกิดเหตุฮยอกอูมีพยานยืนยันที่อยู่อย่างชัดเจน เพราะอยู่ในปาร์ตี้วันเกิดเพื่อนตั้งแต่สองทุ่มจนถึงเที่ยงคืนแล้วก็กลับไปนอนที่อพาร์ตเมนต์พร้อมกับเพื่อนอีกสองคน จึงหลุดออกจากการเป็นผู้ต้องสงสัย 

          ส่วนอู แทฮยอนก็ตรวจกล้องวงจรปิด และกล้องหน้ารถที่จอดไว้แถวนั้น แต่ตึกแถวนั้นค่อนข้างเก่าเลยไม่มีกล้องที่ถ่ายเห็นทางเข้า แถมแถวนั้นไฟตามถนนก็ไม่ได้สว่างมากนัก การจะหาหลักฐานจากกล้องวงจรปิดคงไม่ได้เรื่องเท่าไหร่

          ที่บอกว่ากำลังหัวหมุนเพราะในฐานะโปรไฟล์เลอร์ของทีมอย่างเขาแทบจะวิเคราะห์คนร้ายในครั้งนี้ไม่ได้เลย เอกสารหลักฐานต่าง ๆ ภาพถ่ายจากที่เกิดเหตุถูกวางเต็มโต๊ะไปหมด เท่าที่เขาพอจะคิดได้ตอนนี้คือ คนร้ายน่าจะเป็นคนมีระเบียบรอบคอบ เพราะไม่ทิ้งหลักฐานไว้เลยแม้แต่น้อย และการที่จัดศพให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยแถมยังห่มผ้าให้แบบนั้นคงเพราะคนร้ายคงมีความรู้สึกต่อผู้ตายมากทีเดียว แต่เป็นความรู้สึกแบบไหนหล่ะ และที่น่าสนใจที่สุดคือดอกไม้บนหัวเตียงนี้แหละ ดอกฮิกันบานะ ดอกไม้แห่งความตายนั้นน่ะ

          “เป็นไงบ้างจุนฮยอง คืบหน้าบ้างมั้ย” แทฮยอนเดินเข้ามาพร้อมวางแก้วกาแฟร้อนลงบนโต๊ะของเขา

          “ยังไม่ค่อยเลย พี่มีอะไรหรือเปล่า” เขาตอบทั้งที่ยังไม่เงยหน้าออกจากรูปถ่ายดอกฮิกันบานะในมือ

          “อีก 5 นาทีพี่จีโฮเรียกประชุมรวมนะ”

          “ครับ” เขาเก็บรูปภาพบนโต๊ะ จัดเตรียมเอกสารทั้งหมด แล้วเดินเข้าไปในห้องประชุมที่พี่จีโฮนั่งรออยู่ก่อนแล้ว 

          “รายงานความคืบหน้าให้ฟังหน่อย” จีโฮเอ่ยขึ้นเมื่อเขาและแทฮยอนนั่งลงแล้ว

          “ผลชันสูตรยืนยันแล้วครับ ว่าเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ โดยการใช้แขนรัดคอเหยื่อจากด้านหลัง ส่วนกล้องวงจรปิดกับกล้องหน้ารถไม่เจออะไรน่าสงสัยเลยครับ” แทฮยอนอธิบายพร้อมแจกผลชันสูตรจากนิติเวชให้จีโฮและเขา

          “จากการสอบปากคำคุณควอน ฮยอกอู พอจะรู้มาว่าลี ชินน่ะเป็นเด็กเงียบ ๆ น่าจะไม่ค่อยมีเพื่อนด้วย ส่วนครอบครัวน่าจะเหลือแต่ญาติ ๆ ไม่กี่คนเพราะพ่อแม่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุไปตั้งนานแล้ว ที่สำคัญชินมีอาการโรคซึมเศร้าด้วยเพราะมีประวัติการรักษาอยู่” จีโฮอธิบายคำในการณ์ของฮยอกอู

          “หือ โรคซึมเศร้ารึ” เขาถามย้อนกลับ

          “ใช่ ทำไม คิดอะไรได้เหรอ” น้ำเสียงของจีโฮดูกระตือรือร้นขึ้น 

          “ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ แต่จากการวิเคราะห์หลักฐานต่าง ๆ ผมคิดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนละเอียดรอบคอบ เพราะที่เกิดเหตุเรียบร้อยมาก ไม่เหลือหลักฐานไว้เลย แถมการที่จัดศพให้นอนเรียบร้อยแล้วห่มผ้าให้แบบนั้นแสดงให้เห็นว่าการกระทำของคนร้ายน่ะมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ของตัวเอง การฆ่าโดยการรัดคอจากด้านหลังคงเพราะไม่อยากเห็นหน้าเหยื่อตอนกำลังจะตาย แสดงว่าต้องมีความรู้สึกกับเหยื่อในระดับหนึ่งเลย กรณีแบบนี้คนร้ายก็อาจจะมีอาการของโรคที่ใกล้เคียงกับผู้ตายก็ได้” 

          “จะบอกว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนรัก หรือคนรู้จักงั้นเหรอ” จีโฮตั้งข้อสงสัยขึ้นมา

          “มันก็แค่การวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎีน่ะครับ ยังยืนยันขนาดนั้นไม่ได้หรอก แต่ดอกฮิกันบานะบนหัวเตียงนั้นแหละที่ผมยังสงสัยอยู่” 

          “มีอะไรน่าสงสัย แค่ดอกไม้เองอาจจะเป็นของเหยื่อก็ได้ ไม่มีอะไรหรอก” จีโฮบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจนัก เวลาแบบนี้ควรโฟกัสที่หลักฐานอย่างอื่นมากกว่าจะมานั่งสนใจกับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนั้น

          “ครับ ผมอาจจะคิดมากไปเอง” 

วันที่ 3 พฤศจิกายน

          ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นแบบนี้ เขากลับกำลังยืนหลบอยู่ในมุมมืดเฝ้ามองลี ชินกำลังโบกมือลาควอน ฮยอกอู อยู่หน้าร้านกาแฟจนอีกคนเดินแยกออกไป สีหน้ายิ้มแย้มของชินก็เปลี่ยนไป แววตาเศร้าหมอง ไหล่ที่เคยผายผึงค่อย ๆ ลู่ลง ก่อนจะก้าวเดินอย่างช้า ๆ ราวกับทุกย่างก้าวมันช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ในสายตาของเขาเด็กหนุ่มคนนั้นดูเปราะบางจนแทบจะแตกสลาย มันยากมากสินะ‘ชีวิตน่ะ’ ความรู้สึกแบบนั้นเขาเข้าใจมันดี เข้าใจดีจนไม่อยากจะเห็นเด็กคนนั้นใช้ชีวิตยาก ๆ อย่างนี้อีกต่อไปแล้ว 

          เขาก้าวออกจากมุมมืดเดินตามร่างสูงโปร่งไปเรื่อย ๆ เจ้าตัวไม่รู้ตัวหรือได้ทันสังเกตเขาด้วยซ้ำ อาจจะเพราะเสียงเพลงในหูฟังของชินที่ช่วยกลบเสียงฝีเท้าของเขา เดินมาจนถึงร้านมินิมาร์ทชินก็เข้าไปด้านในร้าน เขาหยุดทิ้งระยะห่างแล้วเฝ้ามองอีกคนจากอีกฝั่งหนึ่งของถนนที่สามารถมองเห็นเข้าไปในตัวร้าน มื้อเย็นของเด็กคนนั้นเป็นรามยอนกระป๋องกับข้าวปั้นเท่านั้น มันเป็นอย่างนี้มาทุกวันตั้งแต่ที่เขาเจอเด็กคนนี้ กินอาหารที่มีประโยชน์กว่านี้ไม่ได้หรือไง แต่วันนี้แหละ เขาจะได้เห็นภาพพวกนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

          เพราะการต้องเห็นลี ชินในชีวิตทุกวันแบบนี้ มันทรมานกับการไม่เป็นตัวเอง ทรมานกับการที่ต้องปล่อยให้ความเจ็บปวดในอดีตมาเปลี่ยนให้เขากลายเป็นคนอีกคน คนที่คิดว่าแค่การจะหายใจบนอยู่โลกใบนี้มันช่างยากเย็นเหลือเกิน ยิ่งความคิดพวกนี้มันกัดกินใจเขามากเท่าไหร่ ระยะในการเดินทิ้งห่างจากร่างสูงโปร่งข้างหน้าก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น เหมือนเวลาชีวิตที่น้อยลงไปด้วยของลี ชินนั้นแหละ 

          เขารอจนให้ชิน กดรหัสผ่านหน้าประตูห้อง จังหวะที่เจ้าตัวกำลังจะปิดประตูเขารีบแทรกกายใช้แรงที่มีดันประตูออกเพื่อเข้าไปข้างในแล้วปิดมันให้สนิท ความตกใจทำให้ชิน กำลังจะร้องโวยวาย ทำให้เขาต้องเอามือปิดปากและดันร่างสูงโปร่งให้ติดกำแพง ขณะที่มืออีกข้างก็ดึงฮู้ดที่คลุมหัวตัวเองออก ใบหน้าเขาที่ปรากฎชัดเจนขึ้นทำให้ชิน เงียบเสียงโวยวายลง แต่กลับเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นแทน แววตากลมใสคู่นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหยาดน้ำตา เขาละมือออกจากริมฝีปากที่กดอยู่ คนตรงหน้าก็ทรุดลงไปนั่งพื้น

          “ร้องไห้ทำไมครับ ไม่เอาไม่ร้องนะ” เขาย่อตัวลงนั่งให้อยู่ระดับเดียวกับคนที่นั่งอยู่ข้างล่าง พูดกับอีกฝ่ายด้วยเสียงที่อ่อนโยน 

          แต่มันเป็นเสียงที่ฟังดูเยือกเย็นทีสุดสำหรับลี ชิน เขากลัวคนตรงหน้าจนร้องตะโกนให้คนมาช่วยไม่ออกด้วยซ้ำ เขาไม่รู้ว่าคนตรงหน้าต้องการอะไร บุกรุกเข้ามาในห้องเขาทำไม แต่รู้อย่างเดียวว่าท่าทางที่ทำเหมือนจะอ่อนโยนและใจดีเหมือนที่เขาเจอน่ะ มันสวนทางกับดวงตาดำสนิทคู่นั้น แววตาที่ดูเหมือนเรียบเฉยแต่จริง ๆ แล้วเต็มไปด้วยความโกรธ เกลียด และเศร้าหมองผสมกันไปหมด สายตาที่ทำให้คนตรงหน้าเขาดูไม่ใช่คนปกติ สายตาเหมือนวันแรกที่ชินได้เจอกับคน ๆ นี้

          “อย่าทำอะไรผมเลยนะ ฮึก ผมขอร้อง ผะ…ผมจะไม่บอกคะ…” เสียงขอร้องที่สั่นเครือขาดหายไปด้วยการกดทับตรงคอของเขาจากฝ่ามือใหญ่ 

          “ทำไมล่ะ มันยากไม่ใช่เหรอชีวิตน่ะ แล้วทำไมถึงอยากอยู่ต่อ ทำไม!” เสียงตวาดที่ดังขึ้นมาพร้อมแรงกดตรงคอที่มากขึ้น แต่ก่อนที่จะหมดลมหายใจ มือข้างนั้นก็ปล่อยให้เขาเป็นอิสระ เขาไอสำลักหน้าดำหน้าแดงไปหมด พยายามหายใจเอาอากาศเข้าไปให้ได้มากที่สุด 

          “แค่เห็นคุณทุกวัน ผมก็รู้แล้วว่าทุกวันของคุณมันผ่านไปยากแค่ไหน ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะช่วยคุณ เชื่อผมสิ แค่แป๊บเดียวคุณจะหลุดออกจากโลกแย่ ๆ นี่แล้ว” เสียงที่พยายามทำให้ฟังดูอ่อนโยนมันทำให้เขายิ่งกลัวคนตรงหน้า ชินเบี่ยงหน้าหลบสัมผัสจากมือใหญ่ที่เอื้อมมาเช็ดน้ำตาบนแก้มของเขา 

          “ไม่ ไม่เอา ฮึก อย่าทำผมเลย ขอ…” อีกครั้งที่เสียงขออ้อนวอนของเขาดังไปไม่ถึง คนตรงหน้าเขาเปลี่ยนมาใช้แขนรัดคอเขาจากด้านหลัง แล้วยิ่งเขาดิ้นขัดขืนมากเท่าไหร่แรงโอบรัดก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และมันมากพอที่จะพรากลมหายใจจากเขาไปจนหมด

          ผ้าห่มผืนหนาสีขาวสะอาดตาถูกห่มให้ร่างไร้ลมหายใจที่เขาอุ้มมาไว้บนเตียง หลังจากดูว่าคงไม่เหลือหลักฐานอะไรไว้ในห้องนี้แล้ว ก่อนจะออกไปเขาเอาดอกฮิกันบานะที่นำมาด้วยวางไว้บนหัวเตียง ถึงมันจะเป็นดอกไม้แห่งความตาย แต่ความหมายในแง่ดีของมันก็คือ ดอกไม้แห่งสวรรค์ เขาหวังว่าดอกไม้ดอกนี้น่ะ จะพาวิญญาณของลี ชินไปสู่สวงสวรรค์ เผื่อเด็กคนนั้นจะได้สัมผัสกับความสุขแบบที่ไม่เคยเจอในโลกใบนี้ก็ได้

          คุณเชื่อเรื่องปีศาจมั้ย คิดว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า…

          ยุน จุนฮยอง เชื่อนะ ว่าทุกคนมีปีศาจซ่อนไว้ในอีกด้านหนึ่งของตัวเราเสมอ

          เหมือนที่มันเป็นอีกด้านหนึ่งของตัวตนเขาไง

Visits: 75 | Today: 0 | Total: 40747