แดง เบญจรงค์ ลวดลายฝังลึกที่ไม่เคยหายไป

เบญจรงค์ชื่อนี้คงคุ้นหูใครหลายๆ เพราะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานานนับศตวรรษ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงกาลเวลาทำให้ รสนิยม และวัฒนธรรมเดิมๆ ต่างถูกฝังกลบจนหายไป และมีสิ่งใหม่เข้ามาทดแทน เบญจรงค์อาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นตามความคิดของคนทั่วไป แต่ในความเป็นจริงนั้น เบญจรงค์มีคุณค่าในตัวของมัน และมีความหมายเสมอในมุมมองของใครบางคน

.2527 – …

คุณแดง รัชนี ทองเพ็ญ เจ้าของร้านเบญจรงค์อันเลื่องชื่อ ในหมู่บ้านเบญจรงค์แห่งนี้  เล่าว่าเริ่มทำอาชีพเบญจรงค์ตั้งแต่ พ.ศ.2527 แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่นาน แต่คุณแดง และเหล่าช่างฝีมือ สามารถดึงความพิเศษ ความน่าสนใจ และความวิจิตรศิลป์ของเครื่องเบญจรงค์ลายไทย ให้โดดเด่น โด่งดัง และสร้างรายได้อย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ทำให้การทำเครื่องเบญจรงค์กระจายกลายเป็นอาชีพยอดนิยมที่ชาวตำบลดอนไก่ดี ทำกันจนเป็นกิจวัตร จึงเกิดที่มาของคำว่า หมู่บ้านเบญจรงค์ อันโด่งดัง เรียกได้ว่า หากนึกถึงเบญจรงค์ ต้องนึกถึงที่นี่เป็นอันดับแรก และในหมู่บ้านแห่งนี้ ประกอบด้วยร้านทำเครื่องเบญจรงค์มากมาย กว่า 10 ร้าน ซึ่งแต่ละร้านมีลายเบญจรงค์ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป

จุดเริ่มต้น แดง เบญจรงค์

คุณแดงเล่าว่า ตัวเธอนั้นเริ่มจากเป็นลูกจ้างรับเขียนลายเบญจรงค์ด้วยความชื่นชอบส่วนตัว แต่แล้วโรงงานที่เธอเขียนลายเบญจรงค์ให้นั้นมีอันต้องปิดตัวลง คุณแดงจึงตัดสินใจทำตามความฝันของตัวเอง คือการเขียนลายเบญจรงค์ ด้วยความประณีต และฝีมือของเธอทำให้เครื่องเบญจรงค์เหล่านั้นค่อยๆสร้างกำไรจากสิบ เป็นพัน จากพันเป็นหมื่น จนกระทั่งเธอสามารถเปิดร้านเบญจรงค์เป็นของตัวเอง โดยในระยะแรกที่เปิดร้านนั้น มีพนักงานทั้งหมดเพียง 20   คนเท่านั้น โดยคุณแดงจะคัดสรรฝีไม้ลายมือของพนักงานทุกคนด้วยตัวของเธอเอง แม้ยอดการสั่งซื้อจะล้นหลาม จนผลิตไม่พอความต้องการ แต่ตัวเธอเองก็การันตีว่า เครื่องเบญจรงค์ที่มาจากร้าน แดง ไม่มีชิ้นไหนที่ไร้ความประณีต เธอให้ความสนใจ และความสำคัญกับผลงานของเธอทุกชิ้น เพราะเธอเชื่อว่า สิ่งนี้ คือสิ่งที่เธอรัก และอยากทำมันออกมาให้ดีที่สุด รอยยิ้ม และคำชื่นชมคือรางวัลที่ดีที่สุดของเธอในทุกวัน

รู้เฟื่อง เรื่องเบญจรงค์

เมื่อเรารัก และมีความสุขกับสิ่งไหน เราย่อมพาตัวเองไปอยู่กับสิ่งนั้นบ่อยๆ นี่คือคำพูดของคุณแดงเล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อเบญจรงค์ เครื่องเบญจรงค์นั้นเธอเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ และเกิดความใคร่รู้ จึงฝึกฝนมาเรื่อยๆ นอกจากนั้นเธอชอบหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเบญจรงค์เสมอ เธอศึกษาถึงขั้นว่า มันเกิดตั้งแต่เมื่อไหร่ มีที่มาอย่างไร เธอเล่าว่าเครื่องเบญจรงค์นั้นริเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ 2 ตอนแรกคนจีนนำเครื่องถ้วยชามที่มีลายเส้นลักษณะเหลี่ยมๆ เข้ามาในประเทศไทย บรรพบุรุษได้ปรับเปลี่ยนลายเส้นจากเหลี่ยมๆ เป็นโค้งมน เมื่อทำลวดลายได้ถูกจริตกับคนไทยในสมัยนั้น เครื่องเบญจรงค์ลายไทยจึงค่อยๆ มีชื่อเสียงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากดินปั้น สู่เบญจรงค์งาม

กรรมวิธีทำเบญจรงค์นั้นหลายคนอาจไม่เคยรู้เลยว่า มันมีรายละเอียด และต้องใช้ความประณีตในทุกขั้นตอน ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นเบญจรงค์แต่ละใบนั้น ต้องใช้เวลา ความสามารถ และความชำนาญเป็นอย่างยิ่ง เริ่มต้นจากการนำเนื้อดิน วัตถุดิบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตเบญจรงค์ ไม่ใช่ว่าจะใช้ดินอะไรก็ได้ แต่ต้องใช้ดินประเภทที่มีประสิทธิภาพ และมีความเหนียวกว่าดินปกติทั่วไป

  1. ดินเกาลิน ดินชนิดนี้บางแห่งเรียกว่าดินขาว มีความบริสุทธิ์สูง เนื้อหยาบ สีขาวหม่น ที่สำคัญมีความเหนียว และหดตัวน้อย อีกทั้งยังทนความร้อนได้สูงถึง 1,400 – 1,500 องศาเซลเซียส
  2. ดินเหนียว บางพื้นที่เรียกว่า ดินดำ มีแร่เหล็กปนอยู่ค่อนข้างสูง เนื้อดินละเอียด จุดหลอมละลายคือ 1,300- 1,400 องศาเซลเซียส เหมาะกับการทำเครื่องปั้นประเภทเนื้อดิน หรือหากใช้ผสมกับดินเกาลิน จะทำให้เนื้อดินแข็ง และเหนียวมากยิ่งขึ้น

เมื่อมีดินที่เหมาะกับการปั้นเบญจรงค์แล้ว ก็ยังไม่ได้ลงมือปั้นได้ทันที เพราะมีวัตถุดิบที่ต้องผสมลงไปในดินเหล่านั้นอีกที และใช้เป็นส่วนผสมของน้ำเคลือบ ซึ่งก็คือ หินประเภทต่างๆนั่นเอง

  1. หินฟันม้า เป็นหินแข็ง สีขาว ชมพู มักนำมาใช้ผสมในเนื้อดินเพื่อปั้นผลิตภัณฑ์ 
  2. หินเขี้ยวกุมาร เป็นผลึกของซิลิก้า มีความบริสุทธิ์สูง เมื่อนำมาบดผสมในดิน จะทำให้ดินลดการหดตัว ทนไฟสูง ทั้งยังทำให้ผลิตภัณฑ์โปร่งใส และเป็นมันวาวมากขึ้น
  3. หินไฟโรฟิลไลท์ เป็นหินที่ไม่แข็งมากนัก ทนไฟสูง ใช้ลดการบิดเบี้ยวของตัวผลิตภัณฑ์ได้ดี และเมื่อนำไปผสมในเนื้อดินแล้ว จะเพิ่มความแข็งแรงแก่ตัวผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วย

          ในเนื้อดินที่ใช้สำหรับปั้นเบญจรงค์ ยังไม่หมดแค่เพียง ดิน และหิน แต่ยังมีวัตถุดิบอื่นๆ ที่นำมาใช้เพื่อให้เบญจรงค์นั้นแข็งแรง ทนทาน และสวยงามมากขึ้นไปอีก เช่น เถ้ากระดูก นำไปผสมเนื้อดินจะช่วยหลอมละลาย และทำให้ผลิตภัณฑ์โปร่งแสง ทัลค์ มักใช้ผสมในเนื้อดิน เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีความเงางาม 

           ต่อไปคือกระบวนที่สำคัญ และถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของเครื่องเบญจรงค์ นั่นก็คือการผลิต และเขียนลายเครื่องเบญจรงค์นั่นเอง ในการผลิตจะเริ่มจากการเขียนวนทอง เพื่อนำเส้นลาย

ทิ้งเอาไว้ให้แห้ง การลงสีนั้นจะต้องไม่หนักมือ และไม่บางจนเกินไป หากหนักมือจะทำให้สีหลุดลอกออกมาได้ง่าย แต่หากเบามือจนเกินไป สีที่ลงไปนั้นจะจางไว และไม่คงทน ขั้นตอนการลงสีนั้นบางลวดลายอาจต้องใช้ช่างที่มีฝีมือหลายคน จัดแบ่งส่วนในการลงสี ด้วยเบญจรงค์เป็นงานที่ใช้ความละเอียดสูง และหากทำผิดพลาด อาจทำให้เบญจรงค์ชิ้นนั้นไม่งดงามอย่างที่ควรจะเป็น 

หลังจากเขียนลายเรียบร้อย ก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้เลย ต้องนำเบญจรงค์เหล่านั้นเข้าเตาเผา โดยใช้เวลาเผาประมาณ 4-5 ชั่วโมง แต่สิ่งที่สำคัญของขั้นตอนสุดท้ายนี้คืออุณหภูมิที่คงที่ และเหมาะกับงานเบญจรงค์ประเภทต่างๆ เพราะสีบางสีนั้น อาจซีดจาง หรือผิดเพี้ยนไปได้ หากควบคุมอุณหภูมิไม่คงที่

กว่าจะเป็นเบญจรงค์ที่ทุกคนเคยเห็นนั้น ต้องผ่านกรรมวิธีที่ละเอียด  และประณีตในทุกขั้นตอน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

จากร้านเบญจรงค์เล็กๆ สู่วงการผลิตสำรับส่งเข้าพระราชวัง

ในระยะกว่า 20 ปีที่ผ่านมา หากวันไหนถนนโล่ง มีธงสีม่วงปักตามเสา เรียงรายตั้งแต่เข้าเขตจังหวัดสมุทรสาคร ประชาชนในพื้นที่เป็นอันรู้กันดีว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปที่ไหน และไปทำอะไร 

หลายครั้งหลายคราที่ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ได้มีโอกาสรับขบวนเสด็จจากพระเทพฯ เพราะเสด็จมารับชมเครื่องเบญจรงค์อันงามวิจิตร จาก แดงเบญจรงค์ โดยคุณแดงถือนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ในชีวิต เธอปลาบปลื้มดีใจทุกครั้งที่ท่านเสด็จมา นอกจากให้ความสนใจแล้ว ในทุกๆครั้งที่ท่านเสด็จมามักเอ่ยชมเครื่องเบญจรงค์ของเธอ จนในที่สุด คุณแดงเล่าว่า เป็นความรู้สึกท่วมท้น นึกถึงทีไรน้ำตาพาลจะไหลออกมาทุกที เพราะได้มีรับสั่งจากพระเทพฯ ให้ร้านแดงเบญจรงค์ผลิตชุด ‘เครื่องสามหาบ’ เพื่อใช้ถวายภัตตาหารแด่คณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในตอนนั้นเธอจัดเตรียมช่างศิลป์ สี และลวดลาย ตลอดจนองค์ประกอบทั้งหมดบนชุดเครื่องสามหาบชั้นด้วยตัวเอง 

คุณแดง บอกเล่าด้วยความปลาบปลื้มปีติยินดีว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ร้านแดงเบญจรงค์ได้รับการประสานงานจากสำนักพระราชวังให้จัดทำสำรับภัตตาหารหรือที่เรียกว่า “เครื่องสามหาบ” ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงจัดเตรียมวัสดุ กระเบื้องขาว และจัดเตรียมช่างศิลป์ผู้จะวาดลายเบญจรงค์ โดยลวดลายและสี ตลอดจนองค์ประกอบทั้งหมดบนชุดเครื่องสามหาบนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงกำหนดให้แต่ละอย่างล้วนมีความหมายอันลึกซึ้งทั้งสิ้น

ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติต่อชีวิตตัวเอง เธอจึงสร้างห้องประทับสมเด็จพระเทพในบริเวณร้านของเธอ เพื่อเป็นสิริมงคล และเพื่ออำนวยความสะดวกแด่พระองค์เวลาที่ท่านเสด็จมา

ความแตกต่างของเบญจรงค์ตำบลดอนไก่ดี กับเบญจรงค์ที่อื่นๆ

เมื่อปี 2549   โลกอินเตอร์เน็ตเข้ามาสู่สังคมไทย ได้ทำกิจการเล็กๆ ของหมู่บ้านเบญจรงค์ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง ในแต่ละปีมีผู้เข้าชมหมู่บ้านแห่งนี้ กว่าแสนคน

นางอุไร ประธานหมู่บ้านเบญจรงค์ กล่าวว่า “ด้วยความละเอียดของงานแต่ละชิ้น ต่างชาติแทบจะไม่เชื่อเลยนี่เป็นงานเขียนของมนุษย์ ในแต่ละใบ แต่ละชิ้น เขียนลายสดๆ ไม่มีการก็อปปี้ดังเช่นเบญจรงค์ที่อื่นทำออกมาจำหน่าย เน้นปริมาณ แต่ที่นี่เราเน้นทำเองกับมือในทุกชิ้น”

หมู่บ้านเบญจรงค์ดอนไก่ดีถือเป็นหมู่บ้านต้นแบบที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้วิถี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้านของชุมชน ซึ่งที่นี่เปิดกว้าง สำหรับผู้ที่อยากเข้ามาเรียนรู้ และลองมาปฏิบัติทำเบญจรงค์เองกับมือตลอดเวลา

เบญจรงค์ คือสิ่งที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง และสร้างชื่อให้กับตำบลดอนไก่ดีแห่งนี้ แม้ในปัจจุบันด้วยค่านิยม วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา จะทำให้เบญจรงค์ถูกลดความสำคัญลงไป แต่ที่นี่ แดง เบญจรงค์ แห่งหมู่บ้านเบญจรงค์ ยังคงให้ความสำคัญ ยกย่อง เบญจรงค์เหล่านี้ว่าเป็นสิ่งที่นำทาง และทำให้ชีวิตในทุกวันของเธอดำเนินไปด้วยความสุขมากล้น กับการนั่งวาดลวดลายบนเครื่องเบญจรงค์เหล่านั้น และรู้สึกภูมิใจทุกครั้งเมื่อนึกย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ แดง เบญจรงค์

Visits: 65 | Today: 1 | Total: 40828