เส้นทางชีวิตสู่การเติบโตในเมืองนอก

   หลายๆ คนคงไม่แปลกใจมากนักกับคนไทยไปทำงานที่เมืองนอก ภายนอกดูสวยหรู ดูมีความสุข ดูน่าอิจฉา แต่น้อยคนมากที่จะรู้ว่า กว่าจะเป็นได้ถึงทุกวันนี้ต้องเดินทางผ่านอะไรมาบ้าง แล้วภูมิหลังชีวิตของแต่ละคนนั้นมีที่มาที่ไปเสมอ

   ทุกคนต่างมีเรื่องราวมากมายและน่าสนใจ ใครๆ ก็สามารถที่จะถ่ายทอดชีวิตของตัวเองและเป็นแบบอย่างกับคนอื่นได้แล้วแต่ว่าเราจะมองหรือเลือกคนๆ ไหนเข้ามาสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง

   นางสาวดวงพร สีหาเวช หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า พร อายุ 18 ปี เธอเกิดที่จังหวัดยโสธร อาศัยอยู่กับตายายมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียกับครอบครัว

   “ตากับยายเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก เกิดมาก็คือเห็นตากับยายแล้ว เรารู้สึกผูกพันเลยรู้สึกว่าทั้งสองนั้นให้ความรักเราเต็มที่ ผูกพันมากกว่าพ่อแม่ก็ว่าได้”

   บางคนเรียกร้องหาครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ต้องมีครบทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากัน แต่ตัวเธอเองกลับมองว่าไม่เคยรู้สึกขาดความอบอุ่นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะความรักและการดูแลเอาใจใส่ของตากับยายที่มีมาให้ตั้งแต่เกิด

   “เราเคยโดนบูลลี่ ตอนนั้นประมาณช่วงอนุบาล เราไม่รู้หรอกว่ามันมีวิธีการรับมือหรือทำตัวยังไง รู้แค่ว่าฉันจะต้องเรียนให้เก่งและเหนือกว่าคนเหล่านั้น ถึงฉันจะเป็นอย่างนี้ฉันก็มีอะไรที่เธอข่มฉันไม่ได้ คุณครูก็เห็นว่าเราพัฒนามาก ต้องขอบคุณคุณครูด้วยตอนนั้นที่คอยปกป้องเราด้วย”           

   บนใบหน้าเธอที่ดูเหมือนมีรอยผ่าตัด เนื่องจากมีความผิดปกติกับต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่เกิด แต่เธอไม่เคยเก็บปัญหาเหล่านั้นมาบั่นทอนตัวเองมีแต่จะนำมากระตุ้นให้ตัวเองพัฒนายิ่งขึ้น

   “พ่อกับแม่ไม่เคยตั้งความหวัง ไม่ได้มาบอกว่า หนูจะต้องเป็นแบบนั้นจะต้องเป็นแบบนี้นะ ต้องได้เกรดเท่านี้ ต้องเข้าคณะนี้ให้ได้ไม่มีเลย แค่โตมาแล้วสามารถดูแลตัวเองได้ และไม่ได้หวังที่จะให้เรากลับไปดูแลเขา”

   การที่เธอได้ไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกหลังเรียบจบ ม.6 นั้น ก็เพราะพ่อแม่เธอที่ทำงานปักหลักตั้งตัวอยู่แล้วที่ออสเตรเลีย ทำให้มีเงินทุนสามารถส่งลูกเรียนได้ และไม่เคยคิดจะบังคับอะไรลูกเลยอาจเป็นเพราะว่าชดเชยการที่ไม่ได้ดูแลลูกตัวเองมาตั้งแต่คลอดนั่นเอง

   “อุปสรรคหนักๆ เลยที่ไปออสเตรเลียช่วงแรกคือเรื่องภาษา วัฒนธรรม และก็อาหาร แต่บางอย่างนั้นใช้เวลาปรับตัวไม่นาน อย่างอาหารก็ประมาณ เกือบเดือน แต่ว่าเรื่องภาษาเป็นพาร์ทที่ใหญ่มาก คือเวลาไปโรงเรียนนี่ไม่มีคนไทยแม้แต่คนเดียว ทำให้เราไม่รู้ว่าจะพึ่งใครเวลาที่เราไม่เข้าใจบางอย่างแล้วถามว่ารับมือยังไง เริ่มจากการคบเพื่อนเอเชียด้วยกัน มีวัฒนธรรมคล้ายกัน ทำให้เรากล้าแสดงออก กล้าที่จะพูดมากขึ้น ทำให้เราได้ภาษาเร็วและรู้สึกว่าไม่ใช่อุปสรรคมากนัก”

   การที่เราไม่ทิ้งความพยายามที่เคยมีมาตั้งแต่ยังอยู่เมืองไทย ก็จะทำให้เราเอาตัวรอดได้แม้ในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถที่จะพึ่งพาคนรอบข้างได้เลย เธอยังมีนิสัยนี้ที่ติดตัวไปตลอด

   “คือตัวเราเองติดตามครอบครัว พ่อกับแม่ ที่เขาได้วีซ่าพลเมืองเมืองถาวรมาก่อนแล้ว ทำให้เรานั้นได้เหมือนกัน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เพราะว่า การที่จะได้เป็นพลเมืองของที่นี่คือคุณจะต้องมีคุณสมบัติในวิชาชีพที่เขาต้องการ หรืออีกอย่างคือต้องแต่งงานกับคนออสเตรเลีย”

   Australia citizenships คือการกลายมาเป็นพลเมืองของออสเตรเลียโดยถาวร ซึ่งก่อนจะได้วีซ่านี้คุณต้อง ได้วีซ่า Permanent residence เป็นเวลาประมาณ 4 ปีขึ้นไป ถึงจะยื่นขอเป็นพลเมืองถาวรได้ และก่อนจะได้วีซ่า PR (Permanent residence) สำหรับตัวเธอคือต้องได้ทำงานในสายงานที่เขาต้องการอย่างตอนที่พ่อของเธอได้เมื่อ 13 ปีก่อน คือแรงงานเชฟเป็นที่ต้องการมาก เลยยื่นขอวีซ่า PR ได้ง่าย แต่ถ้าเป็นตอนนี้ก็คงยากและค่าใช้จ่ายสูง

   “อยู่ที่นี่มันเหงา ไม่มีแรงบัลดาลใจ ไม่มีอะไรเลย สิ่งที่ทำให้เราแอคทีฟตัวเองหรือสร้างแรงบัลดาลใจให้ตัวเองคือ คิดถึงตากับยายแค่นั้น ทุกครั้งที่รู้สึกว่าเหนื่อยกับการทำงาน ก็จะโทรไปหายาย นึกถึงหน้ายายตอนท้อ บอกตัวเองเสมอว่าถ้าไม่ทำงานจะเอาตังค์ที่ไหนส่งไปให้ยาย ยายจะภูมิใจกับเราไหมถ้าไม่ตั้งใจเรียน”

   ทุกคนมีการสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองแม้กระทั่งเธอคนนี้ไม่เพียงแค่เรียกว่าการสร้างแรงบันดาลใจแต่กลับเรียกได้ว่ามันคือความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีคุณสมบัตินี้ภายใต้ส่วนลึกของจิตใจ

   “การใช้ตังค์ที่นี่แทบจะไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลย พ่อแม่เป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้ เช่น การเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน แต่ถ้าเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เราอยากได้ที่เป็นปัจจัยรองคือจะรับผิดชอบส่วนนี้เอง”

   เรามักจะมีความเกรงใจต่อบุคคลอื่นเสมอแม้กระทั่งกับครอบครัวด้วยกันเอง หรืออีกอย่างก็คือ บางสิ่งที่เราคิดว่าเราพอจะทำได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ก็สามารถที่จะแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวได้

   “อุปสรรคที่คิดว่าคือที่สุดแล้ว คือการคิดถึงตากับยาย เพราะว่าด้วยความที่เกิดมาอายุ 18 ปี อยู่กับตายายมาตลอด ไม่เคยห่างเขาเลี้ยงเรามาตลอด และการเริ่มต้นมาใช้ชีวิตจริงๆ กับพ่อแม่ของตัวเอง เราไม่เคยอยู่กับพ่อแม่เลย นั่นเป็นครั้งแรกแห่งการปรับตัวที่คิดว่าหินมาก”

   เราคิดว่าอุปสรรคของเธอคนนี้ต่างจากคนอื่นมาก ไม่คิดเลยว่าปัญหาที่เราอาจไม่ได้นึกถึง หรือมองข้าม กลับเป็นสิ่งที่บางคนอาจจะต้องใช้เวลากับมันพอสมควร

   “แพลนที่ตั้งไว้ในอนาคตคือหลังจากเรียนจบจะเริ่มทำงานเก็บตังค์เต็มตัว พออายุประมาณ 30  ปี จะกลับไปอยู่บ้านที่ไทย ซึ่งแพลนนี้เป็นชีวิตของตัวเราคนเดียว แต่ถ้าเกิดในระหว่างทางมีคนเข้ามาในชีวิต อาจจะมีการปรับเปลี่ยนแผนเพราะเราไม่รู้ว่าเขาเป็นคนชนชาติไหน แต่ถ้าตัวคนเดียวก็ตามนั้นค่ะกลับไปดูแลตากับยาย”

   อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เราไม่สามารถรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่สิ่งที่เราสามารถกำหนดและทำได้คือการเตรียมการรับมือกับมันยังไง ให้เป็นที่พอใจและเมื่อเกิดปัญหาแล้วเราจะมารถแก้ไขได้ หรือเมื่อผิดหวังแล้วเราสามารถยอมรับกับสิ่งที่ตามมาได้

   จากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง อาจจะเป็นคนที่ที่เรารู้จักกันทั้งประเทศในวันข้างหน้า ใครจะไปรู้ได้

   “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” คำติดหูที่ได้ยินมาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่ดูความหมายดีๆ แล้ว มันคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

   ปล. ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ แล้วจะได้สัมผัสกับความสำเร็จไหม

Visits: 50 | Today: 0 | Total: 40823