เรื่องสั้น เรื่อง เราไม่อยากเป็น(แค่)เพื่อนกับเธอแล้ว

   “ไอ้ปอมาถ่ายรูปกันเร็วๆ มานี่ๆ”

   โจมเรียกเราไปถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึกในวันสุดท้ายของการเป็นเด็กม.ปลาย ใช่แล้ว วันนี้คือวันปัจฉิมนิเทศของโรงเรียนเรา เราชื่อโอปอล เพื่อนๆ เรียกว่าปอนั่นแหละ เป็นตุ๊ดอารมณ์ดี แต่เราไม่ใช่คนเรียนเก่งอะไรหรอกนะ ส่วนเรื่องกีฬานี่สกิลติดลบเลย บ้านก็ไม่ได้รวย หน้าตาก็งั้นๆ อวบๆ สูงกลางๆ เรียกง่าย ๆว่าเป็นคนชนชั้นกลางของโรงเรียนนั่นแหละ ไม่ค่อยจะมีตัวตนอะไรเท่าไหร่ ครั้งสุดท้ายที่ทุกคนได้ยินชื่อเราก็คงน่าจะเป็นตอนที่โรงเรียนประกาศหากระเป๋าให้เราตอนที่มีคนหยิบไปผิดตั้งแต่ช่วงม.5 มั้ง เพื่อนก็มีไม่เยอะ ส่วนมากก็เพื่อนๆในห้องนั่นแหละที่รู้จักเรา แต่เพื่อนสนิทเลยจริง ๆ ก็คือไอ้หมอนี่ที่เพิ่งเรียกเราไปถ่ายรูปด้วย มันชื่อ จู่โจม  เราสองคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ม.ต้นแล้ว ด้วยความที่ศีลเสมอกัน ก็เลยทำให้เราซี้กันมาก เรากับโจมเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย เรียกว่ามองตาก็รู้ใจ เราเดินไปข้างๆ โจมเพื่อถ่ายรูป จากนั้นโจมก็มีน้องผู้หญิงกลุ่มนึงมาขอถ่ายรูป 

   “งั้นมึงถ่ายกับน้องไปก่อนนะ เดี๋ยวกูมา”

   “เคๆ”

   ด้วยความคิดถึงจึงอยากเจอของเรา เราก็เลยเดินไปทางโรงอาหารเพื่อจะแอบส่อง ริว เด็กห้อง  1 แน่นอนล่ะว่าเราชอบเค้า ไม่งั้นไม่เดินมาส่องหรอก ริวเป็นผู้ชายหน้าตาดีมาก ๆ คนนึง หุ่นดี เรียนเก่ง กีฬาดี บ้านรวยอีกต่างหาก ที่สุดของความเพอร์เฟกต์ชัด ๆ ทั้งหล่อทั้งตัวสูงผิวสองสีตามสไตล์ชายไทย แบบเนี่ย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าริวเป็นขวัญใจของสาว ๆ แทบทั้งโรงเรียนเลย วันนี้ริวนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม กับเพื่อน ๆ กลุ่มเดิม ให้ตายเหอะ ต่อให้เพื่อน ๆ กลุ่มริวจะหน้าตาดีกันขนาดไหน ริวก็ยังโดดเด่นออกมาสุด ๆ อยู่ดี โอ้โห… นี่ริวมันหล่อมาก ๆ อยู่แล้วหรือว่าเป็นเพราะเราแอบชอบมันกันแน่วะเนี่ย

   เราค่อย ๆ เดินมานั่งโต๊ะใกล้ ๆ ตัวที่ริวนั่ง ทำเนียนว่านั่งเล่นโทรศัพท์ แต่จริง ๆ ก็แอบมานั่งฟังที่เค้าคุยกันนั่นแหละ

   “นี่ต่อไปนี้กูต้องเรียกมึงว่า หมอริว ใช่มั้ยเนี่ย”

    ต้น เพื่อนริวได้แซวริวขึ้นมาด้วยความเห่อเพราะตอนนี้ริวสอบติดหมอที่มหาลัยดังย่านบางแสนแล้ว

   “จะเรียกกูว่าอะไรก็เรื่องของมึงเหอะ พ่อวิศวะคนเก่ง” 

    ริวตอบกลับต้นไปด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ โอ้โห แฮะ กลุ่มนี้เค้าเรียนเก่งกันทั้งกลุ่มเลยนะเนี่ย

   “มีโปรโมชั่นตรวจฟรีสำหรับเพื่อนมั้ยวะ แบบว่ามีอะไรกูจะได้ไปให้มึงตรวจคนเดียวเลย” ทิมมี่ถามริวกวน ๆ

   “เอาสิ แต่กูจะวินิจฉัยว่ามึงเป็นมะเร็ง ต่อให้มึงเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาก็ตาม” ริวตอบกลับไป แล้วทั้งกลุ่มก็หัวเราะกัน

   ซักพักก็มีผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่งเดินถือน้ำเปล่าเข้ามาทางโต๊ะริว

   “หัวเราะกันดังจัง เค้าพลาดอะไรไปรึป่าวเนี่ย” เธอพูดขึ้นในขณะที่กำลังนั่งลงข้าง ๆ ริว

   “ทำไมไปนานจังคะ คนเยอะหรอ” ริวพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

   ผู้หญิงคนนี้ชื่อแป้ง พูดแล้วก็จุกนิด ๆ เพราะเธอเป็นแฟนสาวของริว สองคนนี้คบกันมาตั้งแต่ม.4 รวมๆ แล้วก็เกือบ3ปี จะพูดว่าแป้งเป็นสเป็กของใครหลายๆ คนเลยก็ไม่ผิดนะ เพราะแป้งเป็นผู้หญิงน่ารัก ใจเย็น เรียนเก่ง และบ้านรวย ก็ไม่แปลกใจหรอกนะว่าทำไมแป้งถึงเป็นคนที่ครอบครองหัวใจริวไว้ได้ ก็เล่นเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น เท่าที่รู้มา ตอนนี้แป้งก็มีที่เรียนแล้วเหมือนกัน รู้สึกว่าจะเป็นคณะบัญชีของมหาลัยดังแถวสามย่าน จริง ๆ เราแอบดีใจนิด ๆ นะที่ริวกับแป้งไม่ได้เรียนด้วยกัน เพราะจะได้ไม่ต้องเจอกันบ่อย ๆ แต่กรุงเทพกับชลบุรีมันก็ไม่ได้ไกลกันขนาดนั้นหรอก ยังไงเค้าสองคนก็คงมาเจอกันได้อยู่ดี เฮ้ออ แต่ช่างมันเถอะ ก็เค้าเป็นแฟนกันอ่ะ ให้ทำไงได้วะ

   “ไอ้ปอ! มาทำไรตรงนี้วะ” โจมตะโกนถามมาแต่ไกลพร้อมทั้งเดินตรงมาหาเรา ทำให้ริวหันมามองเราสองคนที่อยู่ใกล้ๆ

   “โจมมึงจะเสียงดังทำไมเนี่ย รบกวนคนอื่นเค้า” เราบอกโจมไปด้วยเสียงอายๆ เพราะมึงเลย ริวเลยหันมามองเนี่ย เราคิดในใจแต่ไม่ได้บอกโจมไป 

   “แล้วมึงเดินมาหากูมึงมีอะไร” เราถามต่อ

   “ก็เห็นมึงหายไปนาน บอกว่าเดี๋ยวมาแป๊ปนึง แล้วมึงก็หายไปเลย เพื่อนมันจะถ่ายรูปรวมห้องกันแล้วด้วย กูก็เลยเดินมาตาม” โจมบอก

   “แค่เนี้ยะ! มึงไลน์มาก็ได้มั้ง” เราตอบกลับ 

   “กูน่ะ ไลน์ตามมึงไปเกือบร้อยข้อความแล้วมั้ง”  โจมพูดด้วยสีหน้าเอือมระอา

   “โกหกละ มือถือกูไม่สั่นเลยอีโจม” เราตอบพร้อมหยิบมือถือขึ้นมาโชว์ แต่หน้าจอมือถือขึ้นแจ้งเตือนว่า มีไลน์เข้าจากโจม สามสิบกว่าข้อความ

   “อ๋อมึง.. กูไม่ได้เปิดเสียงไว้ว่ะ..” เราตอบกลับแบบเขิน ๆ

   “ไอ้เวร ไปได้แล้ว เพื่อนรอ” โจมพูดพร้อมดึงเราให้ลุกขึ้นเดินตามไป เราหันไปมองริวก่อนเดินไปแล้วเห็นว่าริวกำลังหัวเราะกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มแบบนั้นแหละที่เราชอบ รอยยิ้มที่ริวไม่มีทางได้ยิ้มให้เราแน่นอน

   เราลืมบอกไปว่าถึงเรากับโจมจะสนิทกันมาก ๆ เล่าทุกเรื่องในชีวิตให้ฟังก็จริง แต่เรื่องริวคือเรื่องเดียวที่เราไม่ได้บอกให้โจมรู้ เราเชื่อทฤษฎีที่เค้าบอกว่า ถ้าแอบชอบใคร ห้ามให้เพื่อนรู้เด็ดขาด เดี๋ยวมันเอาไปแซวกันพอดี มีหวังเจ้าตัวเค้ารู้แน่นอน นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้เราไม่ได้บอกโจมไป และแล้ว วันสุดท้ายของการเป็นเด็กม.ปลายของเราก็จบลง ต่อจากนี้ก็คงเป็นการผจญภัยในรั้วมหาลัยแล้วล่ะ แต่ก่อนอื่น ขอให้เรามีที่เรียนก่อนเป็นอันดับแรกเลยแล้วกัน สาธุ……………

    เวลาผ่านไป 4 เดือน เราอยู่บ้านเฉยๆ ตามประสาคนว่างๆ คอยลุ้นอยู่ทุกวันว่าเมื่อไหร่จะมีที่เรียน ความรู้สึกนี่มันช่างโหวงเหวงชะมัด “เมื่อไหร่จะมีที่เรียนวะ” เราพูดออกมาแล้วก็ถอนหายใจดังๆ ขณะที่กำลังทอดไก่กินเป็นข้าวเที่ยง ซักพักก็มีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น เราวางตะหลิวแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ปรากฏว่าโจมโทรเข้ามา

   “AIS call center สวัสดีค่ะ” เราดัดเสียงเป็นผู้หญิงพูดออกไปหลังจากที่รับโทรศัพท์ของโจม

   “AIS พ่อมึงอ่ะ มึงเห็นยัง!” โจมพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นและโหวกเหวกโวยวาย

   “เห็นอะไรวะ นอกจากไก่ในกระทะกูก็ไม่เห็นไรเลยมึง” เราตอบกลับด้วยน้ำเสียงติดตลก

   “ประกาศรายชื่อคนติดนิเทศบางแสนอ่ะ มึงดูยัง!” โจมตอบกลับ

   “เฮ้ย! ประกาศแล้วหรอวะ กูยังไม่ได้ดูเลย แป๊บ กูกำลังจะไปเปิดคอม ๆ ” เราตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมเดินไปที่คอมพิวเตอร์เพื่อดูประกาศรายชื่อ

   “มึงไม่ต้องดูแล้ว มึงติด! มึงติดแล้ว! กูก็ติดแล้ว ไอ้ปอ เรามีที่เรียนแล้ววว!!” โจมพูดด้วยความดีใจอย่างไม่เก็บอารมณ์

   “จริงปะเนี่ยอีโจม” เราคลิกเปิดลิงค์ที่โจมส่งมาให้ เพื่อเช็คว่าโจมไม่ได้โกหก 

   “อ๊ายยยย อีโจ๊มมม กูมีที่เรียนแล๊วว!!” เรากรี๊ดออกมาดังๆ เมื่อเห็นว่ามีชื่อตัวเองอยู่ในนั้น พร้อมวิ่งไปหาแม่หลังบ้านเพื่อบอกข่าวดี ทั้งแม่และโจมต่างก็ดีใจกันมากจากเรื่องที่เกิดขึ้น พอเราเริ่มมีสติแล้ว มันก็ทำให้เราดีใจเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อเรานึกขึ้นได้ว่าเราได้เรียนที่เดียวกับริว มันแปลว่า เรามีโอกาสจะได้เจอริวในทุก ๆ วันแล้ว เรายิ้มไม่หุบเลยเมื่อนึกขึ้นได้ จะผิดมั้ยถ้าเราจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า บุพเพสันนิวาส … เขินว่ะ ทำไมตุ๊ดต้องคิดเองเออเองด้วยวะ

   เมื่อใกล้จะถึงช่วงเปิดเทอม เรากับโจมก็ไปหาหอแถวๆ มหาลัย แน่นอนว่าเราสองคนเป็นเมทกัน ที่นี่เป็นหอรวม โจมบอกว่าอยากให้เลือกหอรวม เพราะว่าเวลาทำงานทำอะไรจะได้สะดวก แต่จริง ๆ แล้วโจมบอกเราว่า ที่เลือกหอรวมเพราะว่าจะได้พาผู้หญิงขึ้นห้องได้ โอเค โจม เต็มที่เลย เรายังไงก็ได้อยู่แล้ว… หลังจากทำสัญญาจ่ายเงินอะไรเรียบร้อย เราก็กลับบ้านกัน แล้วก็รอวันที่จะได้ย้ายเข้าหอแล้วเริ่มต้นชีวิตมหาลัยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย

   วันนี้เป็นวันแรกของการเรียน ทั้งเราและโจมตื่นเต้นมากกับการใส่ชุดนิสิตและการเป็นนิสิตเต็มตัวครั้งแรก เราสองคนได้ขนของย้ายเข้าหอมาก่อนเปิดเทอม 3 วัน เราทั้งคู่ก็ตระเวนรอบมอเพื่อดูเส้นทาง ร้านข้าว และร้านขายของต่าง ๆ เราเองตื่นเต้นจนลืมคิดเรื่องการเจอริวไปเลย ริวเองก็ไม่ได้อัพเดทชีวิตบน Facebook กับ IG มานานแล้วด้วย เลยทำให้เราลืม ๆ เรื่องริวไปพักนึง

   วิชาแรกที่เราเรียนเป็นวิชาภาษาอังกฤษที่เราเกลียดมาก เรากับโจมมาถึงห้องก่อนเวลาประมาณเกือบ สิบนาที เพื่อจะได้มาหาที่นั่งที่ดี ๆ แต่ผิดคาด คนอื่นเค้ามาไวกว่าเฉยเลย เหลือก็แต่ที่นั่งแถวหน้า ๆ เรากับโจมเลือกนั่งในแถวที่สาม เพราะไกลจากอาจารย์ที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้ว วิชานี้เป็นวิชาเรียนรวม แต่ยังไม่แน่ใจว่าเรียนรวมกับคณะอะไร 

   “มึง เมื่อกี้กูเห็นคนนึงหน้าห้อง น่ารักฉิบหายหาย เดี๋ยวกูมานะ”  โจมพูดก่อนจะรีบเดินออกจากห้อง ทิ้งเราไว้ให้นั่งคนเดียว

   “แต่มันจะเรียนแล้วนะมึง” เราพูดไล่หลังโจมไป

   “แป๊ปเดียว ๆ” โจมหันมาพูดแล้วรีบวิ่งออกจากห้องไป

   ไม่กี่นาทีผ่านไป อาจารย์ก็เดินเข้ามาในห้อง ทั้งห้องที่เต็มไปด้วยเสียงคุยก็เงียบลงทันควัน ไอ้โจมก็ยังไม่กลับมา โชคดีแล้วกันโจม มึงเลือกจะวิ่งออกไปเองนะ

   “สวัสดีค่ะนิสิตปีหนึ่ง ทุกคน นี่คลาสแรกในรั้วมหาลัยเลยรึป่าวเนี่ย” อาจารย์ทักทายตามปกติ หลังจากนั้นก็เริ่มแนะนำวิชาเรียนให้ทุกคนได้รู้จัก

   “วิชานี้เป็นวิชาเรียนรวมนะคะ ก็จะมีนิเทศเนอะกับอีกคณะคืออะไรนะคะ แพทย์ใช่มั้ย”

   “ใช่ครับ” เสียงของนิสิตคนหนึ่งในห้องตอบขึ้นมา เราตกใจมากกับคำตอบนั้น เพราะริวเรียนคณะแพทย์ เราจึงแอบ ๆ หันไปมองคนในห้องด้วยความหวังว่าจะมีริวอยู่ด้วยในห้อง แต่ก็ไม่มี เฮ้ออ โลกมันไม่กลมขนาดนั้นหรอกโอปอล เราถอนหายใจเบาๆออกมา แล้วก็ฟังที่อาจารย์พูดต่อ เมื่อผ่านไปเกือบ 5 นาที ก็มีเสียงคนเปิดประตูเข้ามาในห้อง

   “สายตั้งแต่วันแรกเลยนะคะนิสิต”อาจารย์พูดกับคนที่เพิ่งจะเข้ามาในห้อง

   “ขอโทษครับ ผมไปผิดตึก” เราเงยหน้าจากโทรศัพท์ในมือขึ้นมามองต้นเสียงที่ตอบอาจารย์ ซึ่งเจ้าของเสียงนั้นก็ทำให้เราใจเต้นโครมครามเลย

   “ริว” เราพึมพำกับตัวเองด้วยความตกใจปนสงสัย ใบหน้าคมเข้มๆ ผิวแทน ๆ ทรงผมเท่ๆ บวกกับน้ำเสียงนุ่มๆ น่าฟังแบบนั้น ทำให้เรามั่นใจในไม่กี่วินาทีต่อมาว่า นั่นต้องเป็นริวแน่นอนร้อยเปอร์เซ็น

   “ที่ตรงนั้นมีคนนั่งมั้ยคะนิสิต” อาจารย์ถามเราพร้อมชี้มาเก้าอี้ตัวข้างๆ เราที่ว่างอยู่                 

   ‘ไม่ว่างค่ะอาจารย์ เพื่อนหนูนั่งตรงนี้แต่ว่าตอนนี้เพื่อนไปออกไปข้างนอกค่ะ’ นี่คือสิ่งที่สมองเราคิด

   “ว่างค่ะอาจารย์” นี่คือสิ่งที่เราตอบออกไป พร้อมทั้งรีบหยิบกระเป๋าของโจมออกมาวางไว้ใต้เก้าอี้เรา เพื่อนกับผู้ชายอ่ะ มันเลือกไม่ยากหรอกเนอะ

   “งั้นนิสิตไปนั่งตรงนั้นเลยค่ะ” อาจารย์หันไปพูดกับริวพร้อมชี้มาที่เก้าอี้ข้างเรา

   “ครับ” ริวตอบแล้วเดินมานั่งข้างเรา ยอมรับเลยว่าการเจอริวครั้งนี้ทำให้เราใจเต้นแรงเกินกว่าครั้งไหน ๆ หกเดือนที่ผ่านมาที่เราไม่ได้เดินไปแอบมองริวหรือแอบฟังเสียงริวตอนคุยกับเพื่อน ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกกับริวน้อยลงเลย

   “คิดว่าน่าจะมากันครบแล้วเนอะ เดี๋ยวครูจะให้ทุกคนแนะนำตัวให้ครูรู้จักกันซักนิดหน่อย แต่ เป็นภาษาอังกฤษนะคะ มาเริ่มกันเลยดีกว่า” อาจารย์พูดออกมาแล้วชี้ไปที่หัวแถวคนแรก ให้ยืนขึ้นแนะนำตัว ทุกคนแนะนำตัวไล่เรียงกันมาเรื่อย ๆ ใจเราตอนนี้ทั้งตื่นเต้นที่ได้นั่งข้างริว แล้วก็ตื่นเต้นที่จะต้องแนะนำตัวด้วย อยู่ ๆ อะไรไม่รู้ก็ดลใจให้เราหันไปหาริวแล้วพูดว่า

   “ริวมาเรียนคลาสนี้คนเดียวเหรอ” ริวหันมาทำหน้างง ๆ ใส่เรา แล้วก็พยักหน้าให้ จากนั้นก็ถึงตาริวที่ต้องลุกขึ้นแนะนำตัว เมื่อริวแนะนำตัวเสร็จก็นั่งลง แล้วก็เป็นตาเราที่ต้องแนะนำตัว 

   “Good morning everybody, my name is Opal, I study at Nitade, Nice to meet you” พูดจบเราก็นั่งลง

   “ทำไมรู้จักชื่อเราแล้วอ่ะ เรายังไม่ทันได้แนะนำตัวเลยนะเมื่อกี้”  ริวถามด้วยความสงสัย เราเลิ่กลั่กมากกับสิ่งที่เพิ่งทำไป เลยพยายามรวบรวมสติและตอบริวกลับไป

   “คือ เราอยู่โรงเรียนเดียวกะแกตอนม.ปลายอ่ะ แต่แกน่าจะจำไม่ได้ฮ่า ๆ ๆ”

   เราขำกลบเกลื่อนความมีพิรุธของเรา

   “อ๋อ.. ถึงว่าทำไมหน้าคุ้น ๆ แกชื่อโอปอลใช่มั้ย ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

   ริวพูดพร้อมกับยิ้มให้เรา เรารู้สึกเหมือนโดนดาเมจที่แรงมากจากริว รอยยิ้มของริวเมื่อกี้ทำให้ใจเราเต้นแรงมาก ๆ 

   ‘ทำไมน่ารักขนาดนี้วะ’ เราเอาแต่พูดกับตัวเองในใจ มันยากมากกับการที่ต้องพยายามไม่แสดงอาการที่รู้สึกอยู่ตอนนี้ ไม่งั้นริวอาจจะกลัวเราไปเลยก็ได้

   “โอเค ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ ถ้านิสิตมีอะไรสงสัยหรือมีเรื่องอะไรจะแจ้งสามารถติดต่อครูได้ผ่านทาง อีเมล ที่ครูให้ไปได้เลยนะคะ ส่วนตอนนี้เรามาเริ่มเรียนบทแรกกันเลยดีกว่า วันนี้วันแรก ครูจะพยายามไม่สอนเยอะนะคะ อ่ะมาเริ่มกันเลย” อาจารย์พูดพร้อมกับเปิดสไลด์ขึ้นมาเตรียมตัวสอน

   เราหยิบสมุดขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ควานหากระเป๋าดินสอ แต่ปรากฏว่าเราลืมหยิบมาด้วยจากห้อง เราถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วทำหน้าเซ็งๆ ซักพักก็มีปากกายื่นมาจากด้านซ้าย ใช่ค่ะ ริวยื่นปากกามาให้เรายืม เราหักห้ามใจที่จะพยายามหยิบปากกาไม่ให้โดนมือริว

   “ขอบใจนะ” เราตอบริวไปเบาๆ พร้อมข่มทุกอาการที่มีอยู่ตอนนี้ จริง ๆ ใจเราอยากจะตอบออกไปว่า ‘แต่งค่ะ’ มากกว่า แต่ก็ดีแล้วที่ยังมีสติพอ สรุปเลยว่าในคาบนั้นใจเราไม่อยู่กับเนื้อกับตัว วอกแวกมาก เอาแต่คิดว่าคาบหน้าจะยังได้นั่งด้วยกันอยู่อีกมั้ย อีกทั้งยังแอบหันไปมองริวเกือบทั้งคาบ ยิ่งพอได้มองริวตั้งใจเรียนแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ชอบเข้าไปใหญ่ จากเดิมที่คิดว่า คงชอบริวมากกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ ก็ผิดคาดไปเลย ปรากฏว่าถอนตัวไม่ขึ้นแล้วตอนนี้ 

   เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน ในขณะที่ทุกคนกำลังจะเก็บของกลับห้องกัน อาจารย์ก็พูดออกมาว่า  “ครูลืมบอกไปว่า ทุกคาบต่อจากนี้ให้นั่งที่เดิมตลอดนะคะ ป้องกันความวุ่นวายในการหาที่นั่งในคาบต่อ ๆ ไป” เราพยายามที่จะไม่ลุกขึ้นปรบมือให้กับชัยชนะในครั้งนี้ของตัวเอง แต่พอจะหันไปบอกลาริว ก็พบว่าริวลุกเดินออกไปเรียบร้อยแล้ว เราเซ็งนิดๆ จากนั้นก็หยิบกระเป๋าทั้งของเราและของโจมเดินออกมาจากห้อง แล้วก็เจอโจมนั่งอยู่ที่หน้าห้อง

   “นี่มึงหายไปไหนมาเนี่ย” เราพูดพร้อมยื่นกระเป๋าให้โจม

   “ก็ออกมาหลีหญิงเมื่อกี้ที่บอกแหละ แต่พอเค้าเข้าห้องแล้วกูก็จะเดินเข้าห้องมั่ง แต่ดันปวดขี้ซะก่อน เลยเดินไปขี้ เพลินไปหน่อยพอดูเวลาก็เลทไปครึ่งชั่วโมงแล้ว เลยตัดสินใจไม่เข้าแม่งเลย” โจมตอบกลับมา

   “ขี้ไม่ดูเวล่ำเวลา เออ แล้วคาบหน้าอ่ะ มึงต้องไปนั่งที่อื่นนะ ข้างกูมันมีคนนั่งใหม่แล้ว” เราบอกโจม

   “เอ้า! ทำไมกูไม่ได้นั่งข้างมึงแล้วอ่ะ ก็กูวางกระเป๋าไว้แล้วนี่” โจมถามกลับด้วยความสงสัย

   “ก็มึงออกไปนาน พอมีคนเข้ามาอาจารย์ก็ให้มานั่งข้างกูเพราะเห็นว่าว่าง” เราตอบกลับ

   “แล้วทำไมมึงไม่บอกอาจารย์ว่ามีคนนั่ง หรือมึงจงใจเพื่อที่จะได้นั่งข้างเค้า” โจมถามอย่างรู้ทัน

   “บ้า มึงอ่ะคิดมาก” เราตอบกลับไปแบบเลิ่กลั่ก

   “อ้าวโอปอล ยังไม่ไปกินข้าวอีกเหรอ” ริวเดินเข้ามาถามในขณะที่เรากำลังคุยกับโจม โจมมองหน้าริวอยู่ซักพักแล้วก็หันมามองหน้าเราที่กำลังทำหน้าเหรอหรา จากนั้นโจมก็ทำหน้าว่าเข้าใจทุกอย่าง

   “กำลังจะไปนี่แหละ แล้วทำไมริวยังไม่ไปกินข้าวอ่ะ เห็นว่าออกมาตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ” เราถามริวโดยพยายามไม่แสดงความเขินใด ๆ  ออกมา

   “ก็ว่าจะไปเหมือนกันนี่แหละ เมื่อกี้ไปเข้าห้องน้ำมา” ริวตอบกลับ และหันไปแนะนำตัวเองกับโจม

   “เราชื่อริวนะ นายชื่อไร คุ้น ๆ หน้าเป็นเพื่อนโอปอลใช่ปะ”

   “ใช่ๆ เราเรียนที่เดียวกัน เราก็จำหน้านายได้ เราชื่อโจมนะ” โจมแนะนำตัวกับริว 

   “นี่ไงโอปอลมึงก็ไปกินข้าวกับเค้าดิ กูไม่ว่างพอดี มึงจะได้มีเพื่อนกินข้าว” อยู่ ๆ โจมก็พูดขึ้นโดยที่ไม่ปรึกษาอะไรซักคำ เราอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยากไปก็อยากไป แต่ก็เขินจะเป็นจะตายแน่นอนถ้าต้องไปกินข้าวกับริวสองคน

   “ได้ดิ ไปกินข้าวด้วยกันก็ได้นะ” ริวพูดขึ้นมาโดยไม่ลังเล มีแต่เรานี่แหละที่ลังเล จากนั้นโจมก็พูดว่า

   “โอเค งั้นกูไปก่อนนะ ไว้เจอกันที่ห้อง” แล้วโจมก็เดินทิ้งเราไปเฉยเลย ทิ้งเราไว้กับริวสอง คน 

   หลังจากนั้นเราก็ซ้อนมอเตอร์ไซค์ริวไปกินข้าวแถว ๆ มอ มันเป็นช่วงเวลาที่เราใจเต้นแรงมาก ๆ มันตื่นเต้นแล้วก็เขินไปหมด ทำตัวโก๊ะ ๆ ใส่ริวไปนับครั้งไม่ถ้วน แต่ริวก็หัวเราะให้กับท่าทีโก๊ะ ๆ ของเรา นี่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับเรามาก่อนในชีวิต การได้นั่งกินข้าว ได้ซ้อนมอเตอร์ไซค์คนที่ชอบ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางเอกซีรี่ส์เกาหลีตัวเล็ก ๆ เราพูดคุยกันเรื่องทั่ว ๆ ไป จนเรารู้ว่าริวอยู่หอคนเดียว แล้วก็พักอยู่ไม่ไกลจากหอเรานัก หลังจากเรากินข้าวกันเสร็จริงก็ไปส่งเราที่หอ แล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน เราเดินขึ้นห้องด้วยท่าทีลั้นลาที่สุดเท่าที่ชีวิตจะเคยทำได้ พอเดินเข้ามาถึงห้องก็พบว่าโจมนั่งเล่น ROV อยู่ในห้องแล้ว

   “มึงมีอะไรจะพูดกับกูมั้ย โอปอล” โจมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ

   “อะไรรร ไม่เห็นมีอะไรต้องพูดเลย” เราตอบไปพลางวางกระเป๋าเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อยืดกางเกงบอลไปพลาง 

   “แหม่ ไม่จองที่ให้กู ไม่รั้งกูเลยตอนกูปล่อยให้มึงไปกินข้าวกับริวสองคน แล้วกลับมาก็ร่าเริงจนผิดปกติ นี่คือ ไม่มีไรเลย” โจมถามคาดคั้นเอาคำตอบ

   “จริงมึงง ไม่มีอะไรเลยย” เราตอบ

   “เออ โอเค ไม่บอกก็ไม่เป็นไร ก็เข้าใจแหละ ว่าไม่ได้สนิทขนาดนั้น” โจมตัดพ้อใส่เรา

   “อีโจมมม ไม่ใช่อย่างงั้นนะเว้ยย อ่ะ ๆ โอเค กูบอกก็ได้” เราเดินเข้าไปนั่งเตียงโจมแล้วเล่าให้โจมฟังทุกอย่าง ในตอนแรกโจมก็แอบน้อยใจนิด ๆ ที่เราไม่ยอมบอกมันตั้งแต่แรก แต่สุดท้ายมันก็เข้าใจเราในที่สุด 

   “เฮ้ยปอ ไม่ใช่ว่าริวมันมีแฟนอยู่แล้วเหรอวะ ที่ชื่อแป้งที่อยู่ห้องเดียวกับมันอ่ะ” โจมถามเราด้วยความสงสัย

   “ก็ใช่ไงมึง กูก็พยายามไม่คิดเรื่องนี้อยู่” เราตอบกลับไปแบบเซ็ง ๆ

   “เอาน่า แค่ชอบเอง ไม่ผิดอะไรหรอก อะไรมีความสุขมึงก็ทำไปเหอะ แค่ไม่ทำให้ใครเค้าเดือดร้อนก็พอ” โจมพูดออกมาด้วยท่าทีจริงจัง

   “มึงพูดเหมือนกูจะแย่งริวมาจากแป้งได้อ่ะ” เราตอบขำ ๆ กลับไป

   “เออเนอะ กูลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย สภาพเหมือนหมาตื่นพลุแบบมึง ไม่น่าทำให้ใครเค้าเลิกกันได้” โจมตอบ

   “อีโจมอีหมา นี่กูเพื่อนมึงไง” พูดจบเราก็เอาหมอนฟาดหลังโจมไปทีนึง แล้วก็เดินกลับมานอนที่เตียงก็คงเป็นอย่างที่โจมว่านั่นแหละ สภาพอย่างเราคงไม่มีทางได้ใจริวไป คงทำได้แค่แอบชอบแบบนี้ไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้ขอเป็นอะไรอะไรก็ได้แค่ได้อยู่ใกล้ ๆ ได้คุยกับริวก็พอ คนมันรักอ่ะเนอะ ให้ไปเป็นพรมเช็ดเท้าหน้าส้วมห้องริวก็ยอมวะ!

   ……เวลาผ่านไปตลอดเกือบ1เทอม เรานั่งเรียน และไปกินข้าวด้วยกันบ่อยขึ้น จากที่ไปเฉพาะหลังเลิกเรียนอังกฤษ ก็กลายเป็นริวมารอรับไปกินข้าวในวันอื่นๆ ที่ริวว่างด้วย เราไปกันสองคนบ้าง มีโจมไปด้วยบ้าง ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้น และทำให้เรากับริวสนิทกันมากขึ้น ริวนิสัยดีกว่าที่เราคิดไว้มาก ริวชอบเล่นแบบถึงเนื้อถึงตัวทำให้เรายิ่งคิดมากเข้าไปอีก จนถึงช่วงใกล้สอบกลางภาค เรา ริว แล้วโจมก็ได้นัดกันไปอ่านหนังสือที่คาเฟ่ 24 ชั่วโมงแห่งหนึ่งแถวหอ ริวรู้ว่าเราอ่อนภาษาอังกฤษมาก จึงรับหน้าที่ติวเข้มให้เรา เราสามคนติวกันไปเรื่อย ๆ จนผ่านไปถึงตีสอง ทั้งเราและโจมก็เกิดอาการเหนื่อยล้าจากการอ่านหนังสือ ซักพักโจมก็ขอตัวกลับห้องไปนอนก่อน ตอนนี้เหลือแค่เรากับริวเท่านั้นที่ยังอยู่ 

   “ปอ ไม่ไหวก็กลับก่อนได้นะ พรุ่งนี้ค่อยมาติวใหม่” ริวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง พร้อมมองดูเราที่สภาพเหมือนหมาป่วย

   “ไม่เป็นไรๆ อยากให้มันจบๆไปก่อนครึ่งนึงอ่ะ ไม่งั้นพรุ่งนี้ก็ต้องมาอัด ๆ อ่านอีก” เราตอบด้วยความเหนื่อยล้า สาเหตุที่เรายังไม่กลับไม่ใช่เพราะเราอยากอยู่กับริวอะไรหรอกนะ แต่เพราะกลัวจะคะแนนไม่ดีมากกว่า รู้ทำไมเหมือนกัน พอขึ้นมหาลัยแล้วก็อยากจะให้คะแนนให้ดีขึ้น น่าจะเป็นเพราะคนรอบตัวทั้งโจมทั้งริวก็ต่างเป็นคนเก่งแหละมั้ง เลยทำให้เราอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นจากเดิม

   “งั้นปอพักสายตาไปก่อนก็ได้นะ อีก 10 นาทีเดี๋ยวเราปลุก” ริวแนะนำให้เราพักซักหน่อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

   “โอเค สิบนาทีพอนะริว เดี๋ยวอ่านไม่ทัน” เราตอบพร้อมฟุบหน้าลงไปกับโต๊ะ หลังจากนั้นไม่นานเราก็หลับไปไม่รู้เรื่องเลย

   “โอปอล ๆ ตื่นได้แล้วครับ เรากลับห้องไปนอนกันดีกว่า” ริวปลุกเราขึ้นมาเมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่

   “หืม.. สิบนาทีแล้วหรอ” เราตอบแบบสะลึมสะลือ 

   “ครึ่งชั่วโมงแล้ว” ริวตอบ

   “ฮะ เอ้าทำไมไม่ปลุกก เราอ่านไม่ทันแน่ ๆ เลยเนี่ย” เราตอบกลับด้วยความกังวล

   “วันนี้พอก่อนดีกว่า เพราะก็ไม่มีใครไหวแล้ว ฝืนไปก็ไม่เข้าหัว กลับไปนอนน่าจะดีกว่า” ริวตอบพร้อมบิดขี้เกียจไปด้วย

   “งั้นริวกลับก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวเราอ่านให้จบก่อนค่อยกลับ” เราบอกริว

   “ไม่ต้องๆ ปอก็กลับด้วยนั่นแหละ เราทำสรุปอีก2บทให้ปอแล้ว อ่านเอาก็น่าจะแค่สิบนาที ค่อยอ่าน พรุ่งนี้ได้ไม่เป็นไร” ริวยื่นกระดาษที่เขียนสรุปให้เรา

   “ริวทำให้เราเหรอ” เรารับมากระดาษมางง ๆ

   “ใช่ เห็นปอไม่ไหวแล้วเราเลยทำให้”  ริวยิ้มเบาๆให้เราอย่างเอ็นดู

   “ขอบคุณมาก ๆ นะริว” เรายิ้มกลับไปให้ริว

   “งั้นเรากลับกันดีกว่า เดี๋ยวเราไปส่ง” ริวพูดพลางเก็บของใส่กระเป๋าไปด้วย

   จากนั้นริวก็มาส่งเราที่หอ ก่อนจากกันเราก็โบกมือให้ริวไป พร้อมพูดขอบคุณเรื่องที่ริวมาส่งแล้วก็ทำสรุปให้ สิ่งที่ริวทำก็คือบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ พักผ่อนเยอะๆ นะ” แล้วก็เอามือมาขยี้หัวเราเบาๆ จากนั้นก็ขับรถออกไป เรายิ้มแก้มแทบปริกับสิ่งที่เกิดขึ้น ริวมักจะดีกับเราแบบนี้เสมอ ทำให้ความรู้สึกที่เรามีให้ริวนั้นเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ในตอนนี้มันเกิดคำว่าชอบไปไกลแล้ว ไม่ติดขัดเลยถ้าจะพูดว่า ตอนนี้เรารักริวเข้าให้แล้ว หลังจากยืนมองริวขับรถไปจนสุดสายตาเราก็เดินขึ้นห้อง พอถึงห้องก็โดดลงเตียงแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ด IG ก่อนนอน เรากดเข้าไปดูสตอรี่ของริว สิ่งที่เราเห็นก็คือ เรา..ใช่.. เราไม่ได้ตาฝาด ริวอัพสตอรี่ตอนที่เรานอนฟุบอยู่กับโต๊ะ พร้อมข้อความว่า ‘หลับสบายจนไม่อยากปลุกเลยแฮะ’ โอ้โห! จะกรี๊ดก็ไม่ได้โจมนอนอยู่ข้างๆ นี่ริวอัพสตอรี่เรา! เราเอาหมอนปิดหน้าแล้วกรี๊ดออกมาเงียบๆ พร้อมดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนเตียง จากเหนื่อยๆ อยู่เมื่อกี้ตอนนี้หายเป็นปลิดทิ้ง คืนนี้จะต้องฝันดีมากแน่ ๆ เลยยย

   ในที่สุดการสอบกลางภาคก็จบลง ความเหลือเชื่ออีกหนึ่งอย่างก็เกิดขึ้นกับชีวิตเรา คะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษของเราเกิน หกสิบเปอร์เซ็นต์ เป็นครั้งแรก! เราหันไปกรี๊ดดีใจกับโจมหลังจากที่เปิดดูคะแนนผ่านเว็บ reg ที่ห้องพัก ความพยายามไม่เคยทำร้ายใครจริงๆ ด้วย ในระหว่างที่กำลังดีใจอยู่นั้นเราก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีอีกคนที่เราต้องโทรไปขอบคุณ เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาริว เพียงไม่นานริวก็รับสาย

   “ริววว คะแนนอิ้งออกแล้ว ปอได้เกินครึ่งด้วยริวว” เราบอกริวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นและดีใจ 

   “ดีใจด้วยนะคนเก่ง เห็นมั้ยเราบอกแล้วว่าถ้าตั้งใจอะไรมันก็ไม่ยากหรอก” ริวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คำว่าคนเก่งบวกกับน้ำเสียงโทนนี้ ทำให้ใจเราเหลวขึ้นมาทันที

   “ยังไงเราขอบคุณริวมากนะ ไม่ได้ริวเราแย่แน่เลย” เราขอบคุณริวไปด้วยความจริงใจ

   “ไม่เป็นไรๆ เรื่องแค่นี้เอง สบายมาก”ริวตอบกลับ

   “เฮ้ย กูว่าเราไปกินหมูทะฉลองกันหน่อยดีกว่าปะ ริวว่าไง” โจมตะโกนขึ้นมาในระหว่างที่เรากำลังคุยกับริว

   “เอาดิ ๆ เย็นนี้เลยมั้ย” ริวตอบตกลงแล้วถามกลับ

   “เย็นนี้เลยก็ได้ งั้น หกโมงเจอกัน เดี๋ยวบอกร้านอีกที” เราตอบ

   “โอเค แล้วเจอกันครับคนเก่ง” ริวตอบก่อนวางสาย

   ตอนนี้ใจเราเหลวจนไม่เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ทำไมริวถึงได้ดีต่อใจขนาดนี้นะ 

   “มึง เมื่อกี้ริวเรียกกูว่าคนเก่งด้วย” เราหันไปอวดโจมด้วยอาการกระดี๊กระด๊า

   “แรดขึ้นทุกวันนะมึงเนี่ย” โจมหยอกกลับ  

   “เออมึง กูสงสัยอ่ะ ทำไมริวมันไม่เคยพูดอะไรถึงแป้งเลยวะ มันเลิกกันแล้วหรอ” โจมถามต่อ

   “เออว่ะ จริงด้วย กูก็มัวแต่สนใจเรื่องกูกับริวจนลืมยัยแป้งไปเลย” เราตอบกลับ ก็จริงของโจมนะ เพราะตั้งแต่เราคุยกับริววันแรกจนถึงวันนี้ ริวก็ไม่เคยพูดถึงแป้งเลย หรือว่าสองคนนี้เลิกกันแล้วนะ 

   “มึงว่า ถ้าเลิกกันแล้วจริงๆ กูจะมีโอกาสได้คบกับริวมั้ยวะ” เราถามโจมกลับอย่างทีเล่นทีจริง

   “เอาให้แน่ใจก่อนว่ามันเลิกกันแล้ว แล้วถ้าจะพัฒนาความสัมพันธ์อะไรก็ว่าไป ไม่มีใครว่ามึงหรอก” โจมหันมาตอบอย่างจริงจัง

   “กูว่ากูสืบดีกว่าว่ะ  ว่ามันเลิกกันรึยัง ถ้าเลิกแล้วกูจะได้ไปดามใจ” เราพูดขึ้น

   “มึงจะสืบทำไม ก็เดี๋ยวเย็นนี้เราก็เจอกันแล้ว ก็ถามเลยสิวะ ไม่ต้องเสียเวลาสืบ” โจมตอบกลับ

   “มึงถามแล้วกันถ้างั้น กูไม่กล้าถามหรอก” เราตอบ

   “เออเดี๋ยวกูถามเอง” โจมตบปากรับคำ

   พอถึงเวลานัด เราก็มาเจอกันที่ร้านหมูกระทะ เรานั่งกินไปพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ อย่างสนุกสนาน ริวคีบหมูคีบไก่ใส่จานเราเป็นระยะ ๆ มันทำให้เรารู้สึกพิเศษมาก ตอนที่ริวอาสาลุกไปเติมน้ำแข็งให้ โจมก็ออกปากแซวเราอย่างหมั่นไส้ เมื่อริวเดินกลับมาที่โต๊ะ โจมก็ถามเรื่องของแป้งกับริวขึ้นมา

   “เออริว แป้งเป็นไงมั่งวะ ไม่เห็นมึงเคยเล่าเรื่องแป้งให้ฟังมั่งเลย” โจมถามขึ้นมาโดยไม่มีเกริ่นนำเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น

   “มึงก็ไปดูในเฟสเอาดิ กูไม่มีอะไรจะเล่าอ่ะ ไม่ค่อยอยากพูดถึงด้วย” ริวมีท่าทีซึมลงทันตาเห็นหลังจากที่โจมถามเรื่องแป้ง แน่ๆ เลยว่ะ ริวต้องเลิกกับแป้งแล้วแน่ ๆ

   “มึงโอเคมั้ย กูขอโทษที่ถามนะ” โจมพูดขึ้นมาเพื่อทำลายความมาคุ หลังจากที่วงหมูกระทะเราเงียบไปชั่วขณะ 

   “ไม่เป็นไร ฮ่าๆๆ วันนี้เรามาฉลองให้โอปอล์ไม่ใช่หรอ เราต้องโฟกัสที่โอปอลดิว้า” ริวหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดออกมา 

   “นั่นดิ ๆ มา ๆ มากินต่อดีกว่า เดี๋ยวหมูไหม้ กิน ๆ ๆ ๆ” เราคีบหมูแจกให้ริวให้โจม หลังจากนั้นก็พยายามดึงอารมณ์ให้ทุกคนกลับมาเอ็นจอยเหมือนเดิมด้วยการเล่นมุกตลกและชวนทุกคนคุย ซักพักทุกคนก็กลับมาเอ็นจอยเหมือนเดิม 

   จากสิ่งที่โจมถามริวทำให้เราเดาได้ว่าริวกับแป้งน่าจะเลิกกันแล้ว จะผิดมั้ยถ้าเราดีใจกับเรื่องนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราพอจะมีโอกาสได้พัฒนาความสัมพันธ์กับริวมากขึ้น เพราะจากหลายๆอย่างที่ริวทำกับเรา มันทำให้เรารู้สึกว่ามีหวังอยู่เหมือนกัน ต่อจากนี้คงไม่ยั้งใจแล้วล่ะกับเรื่องริว เป็นไงเป็นกัน!

   เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเวลาสอบปลายภาค เรากับริวก็ใกล้ชิดและสนิทกันมากขึ้น เราไปดูหนัง ไปกินข้าว ไปวิ่ง ไปเดินเล่นกันบ่อยมาก เรามีตัวตนในสตอรี่ไอจีของริวมากขึ้นเรื่อย ๆ ริวดูมีความสุขมาก ๆ เวลาที่อยู่กับเรา เราเองก็เหมือนกัน ทุกช่วงเวลาที่ใช้ไปกับริวไม่เคยทำให้เราเบื่อเลย เราดีใจทุกครั้งที่ริวชวนเราไปไหนมาไหน บางครั้งเวลาที่โจมพาผู้หญิงขึ้นห้อง ริวก็ชวนเราไปนอนที่ห้อง นับๆ แล้วก็ประมาณ 4-5 ครั้งได้ แต่เราก็ไม่ได้ทำอะไรกันนะ แค่ไปนอนด้วยกันเฉย ๆ เช้ามาริวก็ซื้อข้าวขึ้นมาให้กิน ในบางวันที่ริวอ่านหนังสือดึกๆ เราก็ไปนั่งเฝ้าริวอ่านหนังสือตลอด เวลาเดินด้วยกันริวก็ชอบมากอดคอ ความรู้สึกตอนนี้เหมือนเรากับริวเป็นแฟนกันเลย ไม่ใช่แค่เราที่คิดนะ เพราะบางทีเพื่อน ๆ ที่คณะที่บังเอิญเจอกันตามร้านข้าว ตามห้าง ก็ชอบมาแซวว่าเรากับริวเป็นแฟนกัน ริวเองก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรนะนอกจากยิ้มกลับไป  นั่นทำให้เราค่อนข้างมั่นใจว่าริวเองก็คงจะรู้สึกกับเราอยู่เหมือนกันไม่มากก็น้อย ถึงตอนนี้เราพูดได้เลยว่าเราไม่ได้เผื่อใจอะไรกับเรื่องของเราและริวทั้งนั้น เรามีความสุขมากกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ใครจะไปคิดว่าวันนึงเรากับริวจะมาถึงจุดนี้ นั่นทำให้ช่วงเวลาปี 1ของเราผ่านไปไวมาก ก็อย่างที่เค้าว่ากันนั่นแหละ ว่าช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ 

   วันนี้วันเสาร์ เวลาหนึ่งทุ่มกว่าๆ เรากับโจมไปเดินเล่นกันที่ตลาดนัด เราชวนริวแล้ว แต่ริวบอกว่าไม่ว่าง มีธุระ เลยทำให้วันนี้ริวไม่ได้มาด้วย เราก็เดินซื้อของเดินหาอะไรกินกันไปเรื่อยๆ แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ในระหว่างที่โจมกำลังรอลูกชิ้นปิ้งที่สั่งไว้ เราก็หันไปเจอผู้ชายร่างสูงผิวขาวเดินมาใกล้ขึ้นเรื่อย หน้าตาแบบนี้ นี่คือริวไม่ผิดแน่ ริวมากับผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ผิวขาว ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แน่นอนว่าเราจำผู้หญิงคนนั้นได้ดี เพราะนั่นคือผู้หญิงที่เราอิจฉามาตลอด ใช่ นั่นคือแป้ง ริวเดินกอดคอแป้งมาสนิทสนม รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่เราเคยได้รับมาตลอด ในตอนนี้มันได้ถูกแบ่งไปให้แป้งแล้ว ทั้งสองคนดูมีความสุขกันมาก แล้วอีกอย่าง ริวดูมีความสุขยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับเราอีกด้วยซ้ำ ทั้งคู่เดินเข้ามาเรื่อย ๆ แล้วริวก็บังเอิญหันมาสบตากับเราเพียงแป๊ปเดียว แล้วก็หันไปหัวเราะกับแป้งต่อ

   “เฮ้ย นั่นมันริวกับแป้งไม่ใช่เหรอวะ” โจมพูดขึ้นหลังจากที่ได้เห็นทั้งสองคนเดินผ่านไป

   “ได้ไงวะ” โจมพูดขึ้นอีกครั้งด้วยความสงสัย ‘เออ นั่นดิ ได้ไงวะ” เราคิด ตอนนี้ใจเราสั่นไปหมด ภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นอีกครั้งเพิ่งเกิดขึ้นไปต่อหน้าต่อตา เราจุกเหมือนมีอะไรติดอยู่ที่คอ จะร้องไห้ก็ไม่ได้ นี่มันไม่ใช่ที่ที่ควรร้องไห้ แต่เราเองก็ไม่ไหวเหมือนกันถ้าต้องกลั้นใจไม่ให้ร้องไห้อยู่แบบนี้

   “มึงเรากลับกันก่อนได้มั้ย” เราหันไปพูดกับโจมด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา เราไม่ได้ตั้งใจจะกระซิบ แต่ตอนนี้เสียงเราหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ทุกอย่างมันอื้ออึงไปหมด มือไม้สั่น เดินแทบไม่ไหว โจมรีบพาเราไปที่มอเตอร์ไซค์ แล้วขับพาเรากลับห้องทันที ระหว่างทางเราไม่เห็นอะไรเลยนอกจากภาพของทั้งสองคนนั้นที่อยู่ด้วยกัน ภาพเดิม ๆ วนไปวนมาอยู่แบบนั้น เราได้แต่ให้ความหวังตัวเองว่า มันไม่มีอะไร เพื่อนกันเค้าก็อาจจะกลับมาเจอกันได้ แต่ภาพเดิม ๆ มันก็วนมาอยู่อย่างนั้น โจมพาเราเดินขึ้นห้องและปล่อยเราให้นั่งบนเตียง 

   “มันคืออะไรวะมึง” เราพูดออกมาด้วยความไม่เข้าใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันทำให้เราถามตัวเองอยู่ซ้ำ ๆ ว่า ‘มันคืออะไรวะ’ เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู IG สตอรี่ ของริว สิ่งที่เราเห็นคือ ภาพบูมเมอแรง ของทั้งสองคนที่ถ่ายคู่กัน โดยที่มีริวกำลังหอมหัวของแป้งอยู่ พร้อมข้อความที่ว่า ‘My favorite person on earth’ ภาพในโทรศัพท์ค่อยๆ เลือนรางไป น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ในตอนแรก ตอนนี้มันได้พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย ความไม่เข้าใจ ความสับสน ความเสียใจ ทุกอย่างมันปนเปอยู่ในหัวไปหมด โจมหยิบโทรศัพท์ออกไปจากมือเรา แล้วโยนมันไปบนเตียง จากนั้นโจมก็นั่งลงข้างเราโดยที่ไม่พูดอะไร

   “ที่ผ่านมากูคิดไปเองหมดเลยเหรอวะมึง ริวมันไม่เคยคิดอะไรกับกูเลยเหรอวะ”  เสียงของเราถูกเปล่งออกมาอย่างยากลำบาก ห้องที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ตอนนี้กลับดังลั่นไปด้วยเสียงร้องไห้อันเจ็บปวดของเรา นาทีนี้มันช่างเต็มไปด้วยความทรมานภายในจิตใจ มีคำถามเป็นร้อยที่ผุดขึ้นมาในหัว โจมได้แต่ลูบหลังเราเงียบๆเป็นการปลอบใจ ตอนนี้คงไม่มีคำพูดไหนที่เราอยากได้ยินมากไปกว่าคำว่า ‘มันไม่มีอะไรโอปอล แป้งแค่มาหาเฉยๆ ตามประสาเพื่อน’ จากปากริว เราแค่อยากแน่ใจว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้คิดไปเอง ที่ผ่านมาริวมีใจให้เรา ริวรู้สึกกับเราเหมือนที่เรารู้สึกกับริว และริวเลือกเรา เราร้องไห้จนหลับไปด้วยความเหนื่อย 

   เราไม่ได้คุยกับริวเลยเป็นเวลา 5 วัน นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้ทักริวไป และริวเองก็ไม่ได้ทักเรามา เรากินอะไรไม่ลงมาตั้งแต่วันนั้น จิตใจมันห่อเหี่ยวไปหมด ไม่มีสมาธิทำอะไรเลย จากตุ๊ดร่าเริงที่คอยสร้างเสียงหัวเราะ ตอนนี้กลับกลายเป็นตุ๊ดโทรมๆ คนนึงที่เอาแต่อยู่บนเตียง โจมเดินเข้ามาในห้องแล้วพร้อมกับถุงโจ๊กในมือ 

   “กินข้าวหน่อยปอ เดี๋ยวตาย กูไม่อยากหาเมทใหม่” โจมพูดติดตลกออกมาหวังให้เราหัวเราะบ้าง แต่ก็ไม่เลย

   “มึงกูเอายังไงดีวะ” เราพูดออกไปด้วยน้ำเสียงอิดโรย 

   “เอางี้มั้ยมึง” โจมเดินมานั่งลงข้างๆ “มึงไปถามมันเลยมั้ย แบบถามตรง ๆ ” โจมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

   “กูควรถามอะไรอ่ะ” เราถามโจมกลับไป

   “ก็ถามทุกเรื่องที่มึงอยากรู้อ่ะ กับแป้งนี่ยังไง ตกลงเรื่องของมึงสองคนนี่ยังไงกันแน่ อยากรู้อะไรก็ถามไปดิ” โจมตอบ

   “กูจะรับได้เหรอวะกับคำตอบ” เราถามกลับไปอย่างหมดหวัง

   “มึงฟังกูนะ ที่มึงทรมานอยู่แบบนี้ ก็เป็นเพราะว่ามึงไม่กล้ายอมรับความจริง มึงยังเอาแต่เชื่อความคิดของตัวเองซึ่งมันคืออะไรก็ไม่รู้บ้าบอไปหมด มึงต้องกำจัดความทรมานแบบนี้ให้หมดไปด้วยการถามเว้ย ทำทุกอย่างให้ชัดเจน ให้มันรู้ไปเลยว่ามึงควรทำยังไงต่อ มึงควรถอย ควรเดินต่อ หรือควรอะไร มันดีกว่านอนเป็นหมาป่วยอยู่แบบนี้อ่ะปอ” โจมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

   “แล้วถ้าผลมันออกมาว่ากุควรถอยอ่ะ กูจะทำยังไง กูอยู่ไม่ได้นะเว้ย ถ้าไม่มีริวอ่ะ กูทนไม่ได้หรอก” เราตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

   “ก่อนหน้านี้ที่มึงยังเป็นแค่คนที่แอบชอบมัน มึงก็อยู่ได้นี่ การกลับไปอยู่ในจุดเดิมมันไม่ได้ยากอะไรหรอก มึงเข้มแข็งพอที่อยู่โดยที่ไม่มีมันได้” โจมบอกกลับมาด้วยความเชื่อมั่นในตัวเรา

   “มึงว่าที่ผ่านมามันจริงมั้ยวะ” เราถามกลับ

   “จะจริงหรือไม่จริงมันสำคัญอะไรอ่ะปอ แค่ที่ผ่านมามึงมีความสุขก็โอเคแล้วปะ มึงมีสิทธิ์ที่จะมีความสุขนะมึงรู้ยัง” โจมพูดให้กำลังใจเราด้วยความเป็นห่วง

   “มึงต้องเข้มแข็ง แล้วออกไปคุยกับมันให้รู้เรื่อง ไม่แน่นะเว้ย คำตอบของมันอาจจะเป็นแบบที่มึงอยากได้ยินก็ได้” โจมพูดต่อ

   เสียงเรียกเข้าดังขึ้นจากโทรศัพท์ของเราในระหว่างที่เรากำลังโจมพูด หน้าจอโชว์ให้เห็นว่าคนที่โทรเข้ามาคือริว เราหันไปมองโจมด้วยสายตาที่ถามความคิดเห็น โจมพยักหน้าเบาๆ กลับมาเป็นคำตอบ เรารวบรวมสติทั้งหมดแล้วรับสาย 

   “ว่าไง” เราตอบโดยพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

   “หายไปไหนมาตั้งหลายวัน ไม่เห็นทักมามั่งเลย” ริวถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนไม่คิดอะไร การได้ยินเสียงริวในครั้งนี้ทำให้เราใจเต้นกว่าครั้งไหน ๆ ภาพเดิมที่คอยหลอกหลอนเรามาตลอดในช่วง 5 วันที่ผ่านมาก็วนกลับเข้ามาในหัวใหม่ ความเข้มแข็งที่เรามีในไม่กี่นาทีก่อนกำลังจะหายไปในตอนนี้

   “ไม่ค่อยสบายอ่ะ เลยอยู่แต่ในห้อง ไม่ค่อยได้เล่นโทรศัพท์เลย” เราโกหกไปด้วยเสียงที่เริ่มสั่นเครือ

   “อ้าว แล้วเป็นไงมั่ง หาหมอยัง กินยาอะไรมั่งรึป่าว ทำไมไม่บอกเราอ่ะ เราคือว่าที่หมอนะ เราจะได้ไปดูแลปอไง หรือปอไม่เชื่อในฝีมือเรา” ริวพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อในตอนท้าย มันทำให้เราเผลอยิ้มออกมาได้นิดหน่อย

   “ไม่ใช่อย่างนั้น ฮ่า ๆ แล้วนี่โทรมามีอะไรเหรอ” เราถามริวกลับ ตอนนี้เราอยากจะรีบคุยรีบวางสายไปให้จบๆ เพราะเรารู้ตัวดีว่ากำลังจะร้องไห้ออกมา

   “ก็ไม่มีหรอก ไม่ได้เจอหน้าตั้งหลายวัน มันก็คิดถึงแปลก ๆ เลยกะว่าเย็นนี้จะชวนไปกินข้าวหน่อย” ริวตอบกลับ คำว่าคิดถึงที่ริวเพิ่งจะพูดออกมา ทำให้เราสับสนมากกว่าเดิมหลายเท่า เราที่พยายามจะไม่ร้องไห้ก็เหมือนว่ากำลังทำไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เราหันไปมองโจมพร้อมกับส่ายหน้าไปมา น้ำตาที่กำลังคลอเบ้าอยู่ตอนนี้ทำให้โจมเข้าใจง่ายขึ้นว่า เรากำลังจะไม่ไหว โจมบีบมือเราอีกข้างแล้วพยักหน้าเพื่อเป็นการบอกว่า ‘เอาเลย ทำให้มันจบ ๆ’ ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

   “ว่าไง ไปป่าว เดี๋ยวเราพาไปดูตะวันตกดินด้วย” ริวพูดขึ้นมาหลังจากเราเงียบไปซักพัก

   “ไปดิ ไปก็ได้” เราตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเต็มที “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นเดี๋ยวเจอกันตอนเย็นนะ แค่นี้ก่อน บ๊ายบาย” เรารีบตัดจบประโยคสนทนา ทันทีที่เราวางสาย เราก็ร้องไห้ออกมาในที่สุด โจมที่นั่งข้างๆ ก็ได้แต่กอดปลอบ ความแสนดีของริว ความเป็นห่วงเป็นใยที่ริวแสดงออกมาให้เรา มันยิ่งทำให้เรากลัวที่จะต้องเสียริวไป 

   “ไม่เป็นไรมึง เคลียร์วันนี้ให้มันจบ ๆ ไปเลย จะได้ไม่ต้องอยู่กับความสับสนแบบนี้อีกต่อไป” โจมพูดให้กำลังใจ

   “ไปอาบน้ำเตรียมตัวไป เดี๋ยวกูไปส่ง” โจมพูดต่อ

   “เอ้า มึงไม่ได้ไปด้วยเหรอ มึงไปด้วยกันสิ กูไม่อยากอยู่กับริวสองคน กูกลัวกูร้องไห้” เราหันไปถามโจม

   “ไม่ได้มึง เรื่องนี้มึงต้องจัดการเอง” โจมตอบ แล้วพูดต่อว่า “เอาน่า ผลมันจะเป็นยังไง กลับมามึงก็จะเจอกูแสตนบายที่ห้องนี่แหละ เชื่อใจได้” เราพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะลุกไปอาบน้ำแต่งตัว เพียงไม่นานก็ถึงเวลานัด โจมให้กำลังใจเราครั้งสุดท้ายก่อนขับรถพาเราไปส่งที่ร้านที่ริวนัด เมื่อไปถึง เราก็เจอริวนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิมที่ปกติเรานั่งด้วยกัน ริวเงยหน้าขึ้นมาสบตาเราแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยนอย่างที่เคยทำ ขาสองข้างของเราแทบหมดแรงจะพยุงตัวเองไว้ เรารวบรวมสติแล้วรีบเดินตรงไปยังโต๊ะที่ริวนั่ง ริวสั่งอาหารด้วยท่าทีปกติ ต่างกับเราที่ตอนนี้รู้เลยว่าตัวเองเกร็งมาก ไม่มีความเป็นธรรมชาติใด ๆ ทั้งสิ้น เราพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ร้องไห้ออกมา การเห็นริวในครั้งนี้ทำให้ภาพที่ริวอยู่กับแป้งมันโผล่เข้ามาในหัว เราพยายามสลัดภาพนั้นให้หลุดออกไปจากหัว เพื่อกันไม่ให้ตัวเองต้องร้องไห้

   “โอเคมั้ยปอ สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ ตัวร้อนรึป่าว” ริวพูดขึ้นก่อนจะเอามือมาอังหน้าผากเพื่อวัดไข้ ท่าทางที่อ่อนโยนแบบนี้ สีหน้าแววตาที่แสดงความเป็นห่วงแบบนี้ ทำให้เราใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะริวเองก็ยังเป็นห่วงเป็นใยเรามากเหมือนเดิม บางที เราก็อาจจะไม่คิดไปเองก็ได้นะ

   “ไม่เป็นไรๆ น่าจะแค่หิวข้าวนิดหน่อยแหละ ไม่ต้องห่วง” เราตอบแล้วยิ้มให้กับริว ด้วยท่าทีที่ริวแสดงกับเรา ทำให้ความอยากร้องไห้ของเรานั้นหายไป เราสองคนพูดคุยกันเรื่องต่างๆ มากมาย อัพเดทชีวิตในช่วงที่ไม่ได้เจอกันให้ฟัง ริวเล่นมุกตลกมากมาย ทำให้เรายิ้มและหัวเราะออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรานั่งกินข้าวกันไปเรื่อยๆ จนหมด ริวก็เรียกพนักงานมาคิดเงิน แล้วราสองคนก็ไปกันที่ริมทะเล เพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน

   เมื่อมาถึง เราและริวก็พากันไปนั่งบนทรายริมทะเล น่าแปลกที่วันนี้มีคนไม่เยอะ น่าจะเป็นเพราะเป็นธรรมดาด้วยแหละมั้ง เรารู้สึกถูกเติมเต็มอีกครั้งหลังจากที่จิตใจห่อเหี่ยวมาเป็นเวลาหลายวัน เมื่อบทสนทนาหมดลง เราสองคนก็นั่งกันเงียบๆ เพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน เราไม่รู้ว่าในใจริวกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ในใจเรากำลังคิดว่าเราต้องการเคลียร์เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เรารวบรวมความกล้าทั้งหมดแล้วคุยกับริวถึงทุกเรื่องที่เกิดขึ้น

   “ริว เรามีอะไรจะถามอ่ะ” เราทำลายความเงียบด้วยการเปิดประเด็น

   “ว่ามา” ริวตอบกลับขณะกำลังมองไปยังพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน

   “วันนั้นเราเจอแกกับแป้งที่ตลาดอ่ะ” เราเงียบไปไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะในหัวมันเรียบเรียงประโยคไม่ถูก

   “ใช่ๆ แป้งมาหาอ่ะ แต่เราก็เห็นปอกับโจมนะ ทำไมเหรอ” ริวถามกลับด้วยความสงสัย

   “แล้ว แป้งมาหาทำไมเหรอ” เราถามกลับ ใจเราเต้นรัวและแรงขึ้นเราเลือกแล้วที่จะถามออกไป มีความหมายว่าเรากำลังจะได้ยินคำตอบ ทุกความสับสนที่มีอยู่ในตอนนี้กำลังจะหายไป แล้วเราได้โล่งใจซักที

   “เอ้า ก็แป้งเป็นแฟนเรานะ” ริวขำเบา ๆ กับคำถามแล้วตอบออกมาง่าย ๆ เมื่อได้ยินคำตอบของริวแล้ว ใจที่เต้นโครมครามเมื่อกี้มันก็เหมือนจะหยุดเต้นไปทันที ตัวเราชาไปหมดกับคำตอบพี่ริวพูดออกมา สีหน้าเราในตอนนี้คงเต็มไปด้วยความช็อค ความผิดหวัง ความเสียใจ ความคิดเข้าข้างตัวเองเมื่อกี้ในหัวเราก็ได้สลายไปทันที ในหัวตอนนี้เต็มไปด้วยความว่างเปล่า 

   “เป็นแฟนเหรอ..” เราพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน

   “ใช่ดิ เรานึกว่าปอรู้มาตั้งนานแล้วนะเนี่ย” ริวตอบ

   “ก็ ไหนตอนนั้นบอกว่าเลิกกันแล้วไง ที่บอกว่าไม่อยากพูดถึง ไหนจะไม่เคยพูดถึงแป้งตอนอยู่กับเรากับโจมเลย” เรากลั้นใจหันไปถามริวต่อ

   “เฮ้ย บอกตอนไหนฮ่า ๆ เราไม่เคยบอกว่าเราเลิกกับแป้งนะ ตอนนั้นแค่ทะเลาะกันเฉยๆ เลยไม่อยากพูดถึงให้อารมณ์เสีย แล้วอีกอย่างที่เราไม่พูดถึงแป้งตอนอยู่กับพวกแกเนี่ย ก็เพราะเราคิดว่าเวลาอยู่กับเพื่อน ไม่ควรพูดถึงแฟน ก็แค่นั้นเอง” ริวหันมาตอบเราด้วยท่าทีที่ไม่สะทกสะท้านอะไรเลย แล้วหันกลับไปดูพระอาทิตย์ตกดินต่อ เราเงียบไปพักใหญ่จากสิ่งที่เกิดขึ้น เรารู้สึกว่าเราอยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว เราเลยลุกออกมาแล้วกำลังจะเดินหนี

   “โอปอล! ไปไหนอ่ะ” ริวตะโกนถามแล้วลุกเดินตามมา เราหยุดเดินแล้วหันกลับมาหาริว

   “ที่ผ่านมามันคืออะไรวะริว” เราพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เรารู้ตัวว่าเรากำลังจะพูดความในใจทั้งหมดออกมา เรารู้ตัวว่าการพบกันของนี้ของเรากับริวจะเป็นครั้งสุดท้าย และเรารู้ตัวว่า เรากำลังจะเสียริวไป

   “หมายความว่าไง เราไม่เข้าใจ” ริวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนถามออกมาด้วยความสงสัย ในตอนนี้เรากับริวยืนห่างกันประมาณสองก้าวได้ มันใกล้พอดีจะทำให้เห็นริวเห็นสีหน้าเราในตอนนี้

   “ที่ผ่านมาไง ที่ริวทำดีกับเรามาตลอด ที่ไปไหนมาไหนด้วยกัน ที่ให้เราไปนอนห้องด้วย ที่ซื้อข้าวเช้าขึ้นมาให้กิน ทุกอย่างที่ริวทำมันหมายความว่าไงวะ ริวไม่เคยรู้สึกอะไรกับเราเลยแม้แต่นิดเดียวเหรอ” เราพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างหนัก เพราะไม่อยากให้ริวได้เห็นเราร้องไห้ 

   “รู้สึกดิ เรารู้สึกดีกับปอไง ไม่งั้นเราจะคบปอทำไมอ่ะ” ริวพยายามอธิบายออกมาให้เราฟัง แต่เหมือนว่าตอนนี้เราไม่ฟังอะไรอีกแล้ว

   “รู้สึกดี ทั้ง ๆ ที่มีแฟนอยู่แล้วเนี่ยนะ” เราตอบกลับ

   “รู้สึกดีมันไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนกันหรือคบกันในฐานะชู้สาวเสมอไปปะ ดูอย่างปอกับโจมดิ นั่นก็เป็นเพื่อนกันป่าววะ” ริวพยายามยกตัวอย่างมาเพื่ออธิบายเพื่อให้เราเข้าใจถึงสถานะของเราในตอนนี้

   “กับปออะเรารู้สึกดีจริง ๆ นะ แต่ปอรู้ใช่มั้ยว่ารู้สึกดีกับรู้สึกรักมันต่างกันมากอ่ะ” ริวพูดต่อ

   “แปลว่าที่ผ่านมาทั้งหมด เราคิดไปเองคนเดียวเลยใช่ปะ” เราถามริวกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ติด ๆ ขัดๆ อาการจุกที่คอมันกลับมาอีกครั้งหลังจากผ่านไปไม่นาน

   “…” ริวมองหน้าเราเงียบๆ ตอนนี้ทุกอย่างในหัวมันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

   “ตกลง ริวไม่ได้คิดอะไรกับเราเลยซักนิดใช่ปะ” เราถามริวเพื่อความชัดเจน

   “เราคิดว่าปอเป็นเพื่อนที่ดีมาก ๆ คนนึงไง แค่นี้ไม่พอเหรอ”  ริวถามกลับ

   “ริวไม่ได้รักเราเหมือนที่รักแป้งใช่ปะ” เราถามริวออกไป ทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้วก็ยังจะถามออกไป เราเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะถามออกไปทำไม อาจจะเป็นเพราะมันไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็ได้มั้ง

   “มันไม่เหมือนกันดิโอปอล กับแป้..”

   “เราถามว่าใช่รึป่าว!” เราตะโกนใส่ริวออกไปด้วยความโกรธ เราไม่รู้ว่าเราโกรธอะไร โกรธที่ตัวเองคิดไปเอง โกรธที่ริวไม่ได้รักเรา หรือโกรธเพราะเรารับความจริงไม่ได้ก็ไม่รู้ รู้แค่ตอนนี้เรากำลังโกรธมาก ๆ

   “ใช่” ริวตอบกลับมาห้วนๆ มันยิ่งทำให้เราโกรธหนักเข้าไปอีก ริวไม่ได้เข้าใจด้วยซ้ำว่าตอนนี้เราทรมานขนาดไหน หรือบางทีริวอาจจะกำลังหมดความอดทนกับเราแล้วก็ได้ คำตอบที่ริวตอบกลับมานั้น มันเหมือนทำให้เราโดนชกเข้าที่หน้าอย่างจัง

   “ทำไมวะ ทำไมเราสู้กับแป้งไม่ได้เหรอ เรารู้สึกกับแกขนาดนี้ เราทุ่มเทให้แกทุกอย่าง เราชอบแกก่อนแกจะรักกับแป้ง ซะอีก ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงวันนี้เราโคตรจะรักแกเลยรู้มั้ย แล้วดูสิ่งที่เราได้กลับมาดิ เพื่อนงั้นเหรอ เราไม่คิดกับแกแค่เพื่อนเข้าใจมั้ย เราไม่เคยคิดกับแกแค่เพื่อนเลย เรารักแก แกไม่เข้าใจเหรอว่าเรารักแกอ่ะ!” 

   “รู้! เราอยู่ทุกอย่างแหละ ของในกระเป๋าแกมันบอกทุกอย่างกับเราตั้งแต่ม.5 แล้ว”

   “แต่…แล้วไงเราได้ขอให้แกมารักเรามั้ยล่ะ!? เราทำดีกับแกก็เพราะแกเป็นเพื่อนกันเรา” ริวขึ้นเสียงใส่เราทันทีที่เราพูดจบ ประโยคนี้ของริวทำให้เราหมดเรี่ยวแรงที่จะยืนต่อ เราทรุดลงไปนั่งกับพื้นและร้องไห้ออกมาอย่างไม่สนใจแล้วว่าริวจะเห็นหรือไม่เห็น  โลกทั้งใบเหมือนถล่มลงมาใส่เรา ความทรมานจากการความสับสนก็ได้หายไป เหลือทิ้งไว้แค่ความทรมานจากความเสียใจก็เท่านั้น 

   “ใจร้ายวะ ใจร้ายชิบหาย ทำอย่างงี้กับเราได้ไงวะ” เราพูดไปพลางร้องไห้ไป ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ก็พอจับใจความได้ มันอาจจะดีแล้วที่วันนี้หาดไม่ค่อยมีคน อะไรหลายๆ อย่างอาจจะกำหนดไว้แล้วว่าวันนี้เราต้องเสียใจขนาดนี้ก็ได้

   “เราผิดเหรอวะที่ไม่รักแกในแบบเดียวกับที่แกรักเราอ่ะ มันเป็นความผิดของเราจริง ๆ เหรอวะ โอปอล” ริวถามขึ้นมา ด้วยประโยคนี้ทำให้เราเงยหน้าขึ้นไปมองริว ถึงน้ำตาจะทำให้ตาเราพร่ามัวขนาดไหน แต่เราก็ยังเห็นว่าริวกำลังขมวดคิ้วแล้วจ้องมองเราอยู่ด้วยความอารมณ์เสียและความไม่เข้าใจ มันก็จริงของริวที่พูดออกมาแบบนั้น ไม่สิ ต้องบอกว่ามันถูกต้องทั้งหมดเลยต่างหาก ทั้งประโยคที่ว่าไม่ได้ขอให้มารัก แล้วประโยคที่ถามว่ามันผิดตรงไหนที่ริวไม่ได้รู้สึกกับเรา ใช่ริว มันไม่ผิดเลย มันไม่ผิดเลยที่ริวจะรู้สึกกับเราแค่นั้น ตอนนี้เราเข้าใจทั้งหมดแล้ว ว่าที่ผ่านมา มันผิดที่เราเองที่คิดไปเองทั้งหมด

   “เราขอร้องนะริว ช่วยโกหกแล้วบอกกับเราซักครั้งได้มั้ย ว่าริวรักเรา รักในแบบที่มากกว่าเพื่อนอ่ะ” เราขอร้องริวออกมา นี่น่าจะเป็นคำขอร้องที่โง่เง่าที่สุดเท่าที่เราเคยขอมา แต่นั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ แค่ต้องการได้ยินคำว่ารักจากคนตรงหน้า เพราะมันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราหวังมาตลอด ต่อให้มันเป็นคำโกหกเราก็ยินดีที่จะฟัง

   “ไม่ได้จริง ๆ โอปอล… ไม่รู้สึกก็คือไม่รู้สึก เราไม่อยากจะทำอะไรให้แกเข้าใจผิดอีกแล้ว” ริวเงียบไปซักพักก่อนจะตอบออกมาตรง ๆ

   “ขอร้องล่ะโอปอล เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันต่อไปเถอะนะ”  ริวเดินเข้ามาใกล้ขึ้นและทรุดตัวลงตรงหน้าเรา แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน เพื่อนที่ดีงั้นเหรอ ความรู้สึกของเรามันมาไกลขนาดนี้แล้ว เราว่ามันกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้แล้วล่ะ

   “ขอโทษนะริว แต่เราคงเป็นเพื่อนแกต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ เราทำไม่ได้จริง ๆ” เรามองหน้าริวเป็นครั้งสุดท้าย ใบหน้าที่เราหลงใหลมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เราพยายามจดจำน้ำเสียงที่เราชอบฟังไว้ให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนเอ่ยปากบอกลาริวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะบอกให้ริวทิ้งเราไว้ตรงนี้ และกลับห้องไปโดยที่ไม่ต้องสนใจเรา 

   “ลาก่อนโอปอล” คำสุดท้ายที่ริวทิ้งไว้ก่อนจะเดินออกจากไป 

   เรานั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่เกือบชั่วโมงได้ จนตอนนี้ฟ้ามืดลง เสียงร้องไห้ของเราเบาลงเหลือไว้เพียงแค่เสียงสะอื้น เรานั่งฟังเสียงลมเสียงคลื่นและมองออกไปที่ทะเลอย่างไร้จุดหมาย สภาพเราตอนนี้เหมือนคนที่วิญญาณหลุดออกจากร่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เราทำอะไรไม่รู้เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำยังไงต่อไป ต้องยอมรับว่าริวคือรักครั้งแรกของเรา และเป็นรักที่เราไม่ได้เผื่อใจเลยแม้แต่นิดเดียว เราปล่อยให้เขาเข้ามาเป็นโลกทั้งใบของเรา แต่เมื่อทุกอย่างจบลง โลกทั้งใบก็พังลงไปต่อหน้าต่อตา เราไม่รู้ว่าต้องจมอยู่กับความเสียใจแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ตอนนี้เราได้แต่ภาวนากับตัวเองว่าขออย่าให้มีความรักอีกเลย เราเข็ดแล้วกับการเสียใจ เราพอแล้วกับความรัก เวลาผ่านไปซักพักโจมก็ค่อย ๆ เดินเข้ามานั่งข้าง ๆ 

   “เป็นไงมึง” โจมพูดในขณะที่มองไปที่ทะเลเหมือนกันกับเรา

   “มึงรู้ปะ วันแรกที่กูตัดสินใจชอบริวอ่ะ กูก็ไม่คิดว่าจะชอบมากขนาดนี้เลยนะเว้ย” เราพูดออกมาด้วยความเหนื่อย

   “แล้วนี่มึงรู้ได้ไงว่ากูอยู่ตรงนี้” เราหันไปถามโจม

   “ริวมันโทรไปบอกให้กูมารับมึง กูเลยมา” โจมตอบ

   “ยังดีกับกูจนถึงวินาทีสุดท้ายเลยเนอะ” เราพูดออกมาเบา ๆ

   “ตอนนี้กูเข้าใจแล้วเว้ยว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะกูที่คิดไปเอง กูต้องเสียเพื่อนที่ดีคนนึงไปก็เพราะกูเอง ริวไม่ผิดที่ไม่ได้รักกู กูผิดเองที่รักริวมากเกินไป” น้ำตาเราเริ่มไหลมาคลอเบ้าอีกครั้ง

   “จากนี้กูจะพยายามพาสาวๆ ขึ้นห้องในน้อยลงแล้วกันนะ ไม่งั้นมึงไม่มีที่นอนแน่ ๆ รอบนี้ฮ่าๆ” โจมตัดบทก่อนที่เราจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ‘มึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตกูเลยนะโจม’ เราหันไปมองโจมแล้วคิดในใจ

   “กลับห้องดีกว่าโอปอล นี่ก็มืดแล้ว ยุงกัด ไป ไปได้แล้ว” โจมลุกแล้วดึงแขนเราให้ลุกตาม จากนั้นเราทั้งสองก็เดินทางกลับห้องในที่สุด

   เรารู้ว่าต่อจากนี้เราคงต้องทรมานไปอีกพักใหญ่ๆ กับการกำจัดริวไปจากใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา การริวอยู่ในชีวิต ถือเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเราในตอนนี้ นึกแล้วก็อดโทษตัวเองไม่ได้ที่ไม่ยอมจองที่ให้โจมวันนั้น ไม่งั้นก็คงไม่ต้องมาเจ็บขนาดนี้ เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าการรักใครซักคนแบบจริงจังมันเป็นยังไง ยิ่งตอนรักมันมีความสุขเท่าไหร่ ตอนเสียใจมันก็ยิ่งทรมานใจเท่านั้น ขอบคุณนะริว อย่างน้อย ๆ บทเรียนที่แกให้มามันก็น่าจะทำให้เราโตขึ้น ไม่มีแกชีวิตเราก็คงขาดสีสันไปเยอะเลย ขอบคุณนะ ขอบคุณจริง ๆ ขอให้แกมีความสุขกับคนของแกนะ ลาก่อนริว ลาก่อน………..

Visits: 86 | Today: 1 | Total: 40832