เมื่อน้ำทะเลเปลี่ยนสีไม่ใช่เรื่องไกลตัว

“ตะลึง! น้ำทะเลบางแสนเรืองแสง นักท่องเที่ยวแห่ชมความมหัศจรรย์ ”

           ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นหัวข้อข่าวการเปลี่ยนสีของน้ำทะเล ที่มักปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้น้ำทะเลเกิดการเปลี่ยนสี จากธรรมชาติ หรือจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับน้ำทะเลเรืองแสงในยามค่ำคืนหรือไม่

มารู้จัก “ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี”

          ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี (Red tide) หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากแพลงก์ตอนพืช (สาหร่ายขนาดเล็ก) ซึ่งจัดว่าเป็นผู้ผลิตขั้นต้นของห่วงโซ่อาหารในน้ำทะเลและมีสีในตัวเอง โดยปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีเกิดจากการที่แพลงก์ตอนพืชมีการเจริญเติบโต (สังเคราะห์แสง) และแพร่ขยายอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผู้บริโภคที่กินแพลงก์ตอนพืช อาทิ ปลาต่างๆ แมงกะพรุน หอยต่างๆ  จะกินหมดในเวลาอันสั้น ทำให้น้ำทะเลบริเวณที่แพลงก์ตอนพืชเจริญเติบโตมีการเปลี่ยนสี โดยสีของน้ำทะเลก็ขึ้นอยู่กับชนิดของแพลงก์ตอนพืช  และเกิดน้ำทะเลเรืองแสงในตอนกลางคืน ซึ่งปรากฏการณ์ทะเลเรืองแสงนี้เราจะเรียกว่า “Bioluminescence” โดยแพลงก์ตอนที่ทำให้เกิดการเรืองแสงนี้จะเป็นแพลงก์ตอนพืชในกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต (Dinoflagellates) เช่น Noctiluca scintillans , Gonyaulax sp. และ Pyrocystis sp. เป็นต้น โดยแพลงก์ตอนเหล่านี้สามารถทำปฏิกิริยาพิเศษที่เรียกว่า Bioluminescence ทำให้ผนังเซลล์เกิดการเรืองแสงเป็นสีเขียวหรือสีน้ำเงินได้ และยิ่งเมื่อแพลงก์ตอนพวกนี้มาอยู่รวมกันมาก ๆ จึงเห็นทะเลเรืองแสงเป็นสีน้ำเงิน หรือสีเขียวอมฟ้าออกมาได้ชัดเจน และถ้าน้ำทะเลมีการสั่นสะเทือน มันก็จะเกิดแสงรอบ ๆ นั่นเอง อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ต่างประเทศก็มักจะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้อยู่บ่อยครั้งเช่นกัน

ต้นเหตุ “แพลงก์ตอนบลูม”

       สาเหตุที่ทำให้แพลงก์ตอนพืชมีการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วนั้น เนื่องจากน้ำทะเลมีธาตุอาหารที่แพลงก์ตอนพืชนำไปใช้ในปริมาณสูง โดยธาตุอาหารที่จำเป็น ได้แก่ ไนเตรท และฟอสเฟส ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ ปุ๋ย ผงซักฟอก น้ำทิ้งจากอาคารบ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรม ฯ ประกอบกับสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น แสงแดด อุณหภูมิ และความเค็มของน้ำทะเล ล้วนมีผลต่อการเกิดแพลงก์ตอนบลูมทั้งสิ้น

      ช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะพบปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะอ่าวไทยตอนบนโดยลักษณะภูมิสัณฐานของอ่าวไทย แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คืออ่าวไทยตอนบน และอ่าวไทยตอนล่าง โดยอ่าวไทยตอนบนมีลักษณะคล้ายตัว “ก” มีอาณาบริเวณตั้งแต่ชายฝั่งอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ขึ้นเหนือไปตามพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดสมุทรสงคราม ไปทางตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา และลงไปทางใต้ตามแนวชายฝั่งจังหวัดชลบุรี จนถึงแหลมช่องแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ส่วนอ่าวไทยตอนล่าง มีอาณาบริเวณต่อจากอ่าวไทยตอนบนลงไปทางใต้ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปยังจังหวัดนราธิวาส จนถึงแนวเส้นต่อเชื่อมระหว่างแหลมคาเมาของประเทศเวียดนามกับทางฝั่งตะวันออกตั้งแต่พื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดชลบุรีไปยังจังหวัดตราด จนถึงฝั่งตะวันออกของปากแม่น้ำตรังกานู เมืองโกตาบารู ในประเทศมาเลเซีย มีลักษณะคล้ายรูปกระทะ  

แล้วทำไมต้องอ่าวไทยตอนบน?

        เนื่องจากอ่าวไทยตอนบนได้รับน้ำจืดจากแม่น้ำ 4 สายคือ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง จะเห็นว่าแต่ละแม่น้ำมีชุมชนบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรมรม การทำนากุ้ง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำเกษตรกรรมฯ กิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีน้ำทิ้ง น้ำเสียทั้งสิ้น ซึ่งตามหลักการแล้วน้ำทิ้งต่างๆ จะผ่านกระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนลงสู่แม่น้ำ แต่ปัจจุบันมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น การขยายตัวของชุมชนมากขึ้น การปล่อยน้ำทิ้งโดยตรงไม่ผ่านการบำบัดจึงเกิดเป็นเรื่องปกติ

แล้วน้ำทิ้งพวกนี้ไปไหน?

        น้ำทิ้ง น้ำเสียเหล่านี้เมื่อลงสู่แม่น้ำก็จะถูกน้ำจืดพัดพาไหลลงสู่ทะเลปริมาณมหาศาล เมื่อไหลลงสู่ทะเลจะถูกพัดพาไปตามแนวชายฝั่งทะเลตามอิทธิพลของลมและคลื่นตามฤดูกาล โดยน้ำทิ้งจะประกอบไปด้วยธาตุอาหารมากมาย ซึ่งปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมจึงคาดว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์มากกว่าเกิดจากธรรมชาติ 

เมื่อ “แพลงก์ตอนทําพิษ”

            การเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีหรือแพลงก์ตอนบลูม  เป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความสวยงามให้กับท้องทะเล และยังเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อธรรมชาติด้วย เนื่องจากแพลงก์ตอนพืชมีหลายกลุ่ม หลายสปีชีส์ และบางชนิดมีพิษ ปัจจุบันมีรายงานชนิดของแพลงก์ตอนพืชที่เป็นสาเหตุของน้ำเปลี่ยนสีกว่า 300 ชนิด ซึ่งเกือบ 1 ใน 4 สามารถสร้างสารชีวพิษได้ ทั้งนี้มีมีการจำแนกแพลงก์ตอนพืชออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

            1. กลุ่มที่เพิ่มปริมาณมากอย่างรวดเร็วในทะเล ทำให้เกิดสภาวะขาดออกซิเจนและส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ

            2. กลุ่มที่สร้างสารชีวพิษ ซึ่งสะสมในสัตว์ทะเลและส่งผลกระทบต่อมนุษย์ หรือเป็นสาเหตุให้ปลาตาย สารชีวพิษที่พบว่าสร้างโดยแพลงก์ตอนพืช มี 5 กลุ่ม

            2.1 พิษอัมพาต (Paralytic Shellfish Poisoning : PSP) และออกฤทธิ์ต่อปลายประสาท ระบบกล้ามเนื้อ และระบบทางเดินหายใจ

            2.2 พิษท้องร่วง (Diarrhetic Shellfish Poisoning : PSP) : มีฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร

            2.3 พิษที่ทำให้ความจำเสื่อม (Amnesic Shellfish Poisoning : ASP) ออกฤทธิ์รบกวนการ- ส่งสัญญาณในสมอง อาจส่งผลให้สูญเสียความทรงจำ

            2.4 พิษต่อระบบประสาทรับความรู้สึก (Neurotoxic Shellfish Poisoning : NSP) ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท

            2.5 พิษซิกัวเทอร่า (Ciguatera Fish Shellfish Poisoning : GSP) ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและระบบทางเดินอาหาร

        ประเทศไทยมีการรายงานเกิดแพลงก์ตอนบลูมที่มีพิษอัมพาตครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2526 เกิดที่ปากน้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีผู้ป่วย 63 ราย เสียชีวิต 1 ราย เนื่องจากกินหอยแมลงภู่ที่จับมาจากบริเวณที่เกิดแพลงก์ตอนบลูม

ผลกระทบจาก “แพลงก์ตอนบลูม”

         ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีบ่อยครั้ง และพบเห็นสัตว์ทะเลบางชนิด ตายเกลื่อนหาด อาทิ ปลาขนาดเล็ก  กุ้ง หอย ปูฯ เนื่องจากเมื่อแพลงก์ตอนเจริญเติบโตในปริมาณมาก เมื่อครบวงจรชีวิตจะตายลง และเมื่อแพลงก์ตอนตายลงจะเกิดกระบวนการย่อยสลายโดยแบคทีเรีย ซึ่งกระบวนการย่อยสลายนี้เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยก๊าซออกซิเจน เมื่อแพลงก์ตอนตายเป็นจำนวนมากแบคทีเรียก็จะใช้ออกซิเจนในปริมาณมากเช่นกัน ซึ่งในน้ำทะเละไม่ได้มีออกซิเจนสูงเหมือนในอากาศ เมื่อปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง สิ่งมีชีวิตในน้ำอื่นๆก็ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้และตายไปในที่สุด ซึ่งมักจะมีชาวบ้านเก็บซากสัตว์ทะเลเหล่านี้ไปปรุงอาหาร ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่แพลงก์ตอนที่เพิ่มจำนวนมากจะไม่ใช่ชนิดที่มีพิษ แต่ถ้าเก็บสัตว์น้ำที่ตายแล้วมารับประทานก็อาจจะทำให้เกิดอาการท้องร่วง ท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษได้ นอกจากนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำ เพราะถ้าหากแพ้ ก็จะทำให้เกิดอาการผื่นคันได้

            นอกจากมีผลต่อสุขภาพแล้ว ยังมีผลต่อการทำประมงอีกด้วย ตัวอย่างเช่นชาวประมงที่ทำแพหอยเมื่อเจอปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี ก็มักพบว่าหอยที่เลี้ยงไว้ส่วนใหญ่จะตายไป เกิดเป็นสูญเสียทางเศรษฐกิจ ชาวประมงที่ทำมาหากินตามริมชายฝั่งทะเลก็จะจับสัตว์น้ำได้ในปริมาณน้อยลง เนื่องจากสัตว์น้ำจะอพยพไปที่อื่น ไม่ก็ตายเกลื่อนริมชายหาด

        อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะยังไม่มีแนวทางป้องกันหรือคาดการณ์ปรากฏการณ์นี้ได้ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงทำวิจัยต่อไปเพื่อหาวิธีป้องกัน หรือเตือนเหตุล่วงหน้าเพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเราช่วยกันได้คือการลดการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แม่น้ำหรือทะเลโดยตรง และช่วยรักษาความสะอาดทะเลของเราให้ยั่งยืนต่อไป

Visits: 59 | Today: 1 | Total: 40835