เบื้องหลังชีวิตในเส้นทาง “เสียง” สู่ความสง่างามของคนหน้าม่าน

  “สุพีรณธ์ สมบัติธนสุข” หรือ “โต” เป็นชื่อที่หากเอ่ยขึ้นมา รับรองว่าคนทั่วไปคงเกิดความสงสัยว่าเขาเป็นใคร แต่ถ้าไปถามคนที่ทำงานอยู่ในวงการโปรดักชั่น ไม่ว่าจะเป็นงานอีเวนต์ คอนเสิร์ต ละครเวที ฯลฯ เชื่อว่าคนเบื้องหลังส่วนใหญ่ในแวดวงนั้นคงต้องเคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูมาบ้าง หรือบางคนอาจจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเขาคือหนึ่งในผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางนี้มาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยปัจจุบันชายคนนี้เป็นทั้ง Sound Engineer , ที่ปรึกษาด้านการติดตั้งระบบเสียง , ผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับงานเสียงมืออาชีพ และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเช่าไมโครโฟนและอุปกรณ์ไร้สายสำหรับงานโปรดักชั่นไม่กี่เจ้าในประเทศไทย (งานการผลิตในสายนิเทศศาสตร์ ดนตรีและบันเทิง) ซึ่งหากจะเรียกว่าเขาเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของงานด้านเสียงในวงการนี้ก็คงไม่ผิดนัก

  สำหรับตัวผู้เขียนเองได้รู้จักกันกับคุณโต มาจนถึงตอนนี้ก็กำลังจะเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว และถึงแม้จะเคยได้เข้าไปช่วยงานบ้างประปราย แต่ก็ไม่ได้คุยกันจริง ๆ จัง ๆ เกี่ยวกับงานและเส้นทางชีวิตของเขาสักที ทั้งที่ประสบการณ์ มุมมองและทัศนคติในการใช้ชีวิตของชายคนนี้ สามารถที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว วันนี้จึงถือโอกาสขอมาพูดคุยถึงเบื้องลึกเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นชายที่ชื่อ ”โต” แบบตอนนี้ เพื่อหวังจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับท่านผู้อ่านทุกคน

The Plankton : ทราบมาว่าจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ทำอยู่ เริ่มมาจากการเป็นเด็กยกของในบริษัทเครื่องไฟตอนวัยรุ่น อยากทราบว่าทำไมถึงเลือกงานนี้

คุณโต : อารมณ์ชั่ววูบ…คือตอนนั้นเป็นช่วงปี 40 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง แล้วที่บ้านก็มาบอกว่าจะให้ออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญแล้วส่งไปอยู่โรงเรียนประจำ เพราะส่งเสียต่อไม่ไหว ซึ่งมันจะเรียกว่าเป็นมรสุมแรกของชีวิตเลยก็ว่าได้นะ เพราะตอนนั้นอายุประมาณ 15 – 16 ปี เอง…ก็พยายามต่อรองเพื่อจะไม่ต้องออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญ จนในที่สุดที่บ้านก็บอกว่าให้เรียนที่เดิมได้ แต่มีจ่ายให้แค่ค่าเทอม ส่วนค่าขนมค่าเดินทางต้องหาเองนะ เลยตอบตกลงแล้วออกไปจากบ้านไปเดินหางานเลย แล้วบังเอิญในซอยนั้นมีบริษัทเครื่องไฟอยู่ ก็เดินเข้าไปของานดื้อ ๆ อย่างนั้นแหละ

The Plankton : จากเด็กยกของที่ไม่เกี่ยวกับงานเสียงเลย มันนำมาสู่ปัจจุบันนี้ได้ยังไง

คุณโต : ก็ทำอยู่ได้สักพักหนึ่ง แล้วจับพลัดจับผลูไปเจออีกบริษัทเลยไปทำที่นั่น ซึ่งตอนนั้นก็ยังเป็นเด็กยกของอยู่นะ จนขึ้นมหาวิทยาลัย ปี  1 ก็เลิกไปอยู่พักหนึ่ง แล้วพอจะกลับไปใหม่มันมีคนมาทำแทนที่แล้ว เลยหาที่ใหม่ ซึ่งมันเป็นบริษัทรับจัดงานอีเวนต์ในห้าง อีเวนต์งานแต่ง งานวันเกิดอะไรพวกนี้ แล้วโชคดีที่ตอนที่ไปทำที่บริษัทแรก เราได้เรียนรู้ได้ซึมซับเรื่องระบบ เรื่องสายสัญญาณ เรื่องเทคนิคต่าง ๆ พอมาที่ใหม่เขาเลยให้ไปเป็นผู้ช่วย Sound Engineer ก็ทำไปเรื่อย ๆ จนสักประมาณเลยปี 2 มาหน่อย ก็ได้ขยับไปเป็น Sound Engineer เต็มตัว จนจบปี 4 ก็ออกมาทำฟรีแลนซ์ ทีนี้ก็ยิงยาวมาจนถึงตอนนี้

The Plankton : นอกจากการเป็น Sound Engineer อีกสิ่งหนึ่งที่ทำก็คือการเปิดบริษัทให้เช่าไมโครโฟนและอุปกรณ์ไร้สายระดับมืออาชีพในงานโปรดักชั่น

คุณโต : คือก่อนหน้านั้นเวลาที่มีลูกค้ามาติดต่องานที่ต้องใช้ไมโครโฟนไวเลส เราก็จะไปเช่าจากเจ้าอื่นมาอีกทีหนึ่ง จนมีเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนเข้ามา ประมาณปี พ.ศ.2553 ก็คือลูกค้าติดต่อมาแล้วก็หายไปเลย จนกระทั่งใกล้จะเริ่มงานในอีกไม่กี่วัน จู่ ๆ เขาก็โอนมัดจำมา ปรากฎว่าอุปกรณ์ที่เราจะต้องไปเช่าเนี่ย คิวมันไม่ว่างแล้ว ก็เลยตัดสินใจบินไปสิงคโปร์เพื่อไปหิ้วของมาใช้ในงานนั้นจนผ่านมาได้ด้วยดี แต่ขาดทุนย่อยยับเลยนะ มันก็เลยฉุกคิดได้ว่า แทนที่เราจะเอาของที่ซื้อมาไปขายทิ้ง แล้วก็กลับไปทำงานแบบเดิมก็คือเช่าจากเจ้าอื่นเวลามีงาน ทำไมเราไม่ทำเองซะเลย…นั่นก็เลยเป็นจุดที่เริ่มต้นเปิดบริษัททีทีเอ ซาวด์ แอนด์ คอนเซาแทนต์ ที่ให้เช่าไมโครโฟนและอุปกรณ์ไร้สายต่าง ๆ

The Plankton : เริ่มต้นสนใจที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับงานเสียง

คุณโต : ตอนแรกมันก็มาจากความโลภนั่นแหละ…เวลามีงานเข้ามา แล้วบางทีทรัพยากรของเราก็ไม่พอบวกกับมีงานซ้อนกัน ก็ใช้วิธีจ้างคนอื่นมาแล้วให้ดูแลแทน ส่วนตัวเองก็ไปคุมงานที่อื่น แต่หลาย ๆ ครั้ง คนอื่นที่เราจ้างมาเขาไม่สามารถทำได้ในแบบที่ต้องการ จนมันเป็นปัญหาให้ต้องมาคอยแก้อยู่ตลอด ก็เลยคิดได้ว่าถ้าเราจะโลภทั้งที แต่เก็บความรู้ที่มีเอาไว้คนเดียว มันก็จะไม่มีคนที่เราสามารถขอให้มาช่วยงานได้ นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำ Video Blog ขึ้นมา

  ส่วนเรื่องเนื้อหาของ Video Blog ในช่วง 50 ตอนแรก ตั้งใจจะทำเพื่อเป็นการสื่อสารกับลูกค้า ให้เขารู้และเข้าใจในงานของเรามากขึ้น เวลาที่ร่วมงานกันจะได้จูนกันติดได้ง่าย แต่ปรากฎว่ามันได้รับกระแสตอบรับดีมาก เราเลยค่อย ๆ ปรับเนื้อหาของวิดีโอให้หลาย ๆ คนสามารถเสพได้มากขึ้น ย่อยง่าย ดูแล้วได้ความรู้ได้มุมมองของเรากลับไป”

  “พอทำไปเรื่อย ๆ แล้วมุมมองที่เรามีต่อ Video Blog ของตัวเองก็เปลี่ยนไปนะ แรก ๆ เรามองว่าการทำสิ่งนี้มันเป็นภาระ ไม่ได้สนุกไม่ได้มีความสุขไปกับมันหรอก แต่พอสักตอนที่ 50 ขึ้นไปมันกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ก็เริ่มผูกพันกับมันมาเรื่อย ๆ กลายเป็นภารกิจของเรา จนเกิน 400 ตอนมาแล้วในทุกวันนี้

The Plankton : ไม่กลัวเหรอว่าความรู้ปล่อยออกไป จะทำให้เกิดคู่แข่งในอนาคต

คุณโต : ก่อนหน้านี้กลัว แล้วกลัวมากด้วย แต่ตอนที่ทำ Video Blog ไปแล้วสักระยะหนึ่ง มันจะมีนิสิตนักศึกษาหลายคนเขาเข้ามาดูเรา แล้วเราก็เห็นเขาไปฝึกงานไปทำงาน โดยเขาได้เอาสิ่งที่ได้จากเราไปเป็นรากฐาน พอมาเจอกันในพวกงานแสดงสินค้า หรือเจอตอนที่ไปทำงานต่าง ๆ เขาก็เข้ามาทักทายพูดคุยกัน และถึงแม้อนาคตจะมาเป็นคู่แข่งกันก็ตาม แต่พอเจอกันมันก็จะมีความรู้สึกผูกพัน ทั้งในแง่ที่เรามองว่าส่วนหนึ่งส่วนใดที่ทำเขามาอยู่ตรงนี้ก็มาจากเรา และแง่ที่เขาเองก็มองเราว่าเราเป็นอาจารย์คนหนึ่ง ซึ่งมันรู้สึกดีเหมือนกันนะที่ได้เห็นเขาเติบโตและก้าวหน้าขึ้น ดีไม่ดีวันหนึ่งเขาก็จอาจจะมาช่วยงานเราในอนาคตก็ได้ ฉะนั้นถ้าถามว่ากลัวหรือไม่ว่าคนเหล่านั้นจะมาเป็นคู่แข่ง ก็คงกลัวอยู่บ้าง แต่ช่างมัน…ตลาดนี้มีพื้นที่อีกเยอะแยะ

  เราเคยเป็นหมาป่าเดียวดาย ที่หวงความรู้ของตัวเองมานานมาก แล้วก็ไม่อยากจะกลับไปตรงจุดนั้นอีก ถ้าเลิกทำ Video Blog ตัวนี้ไป หรือยังทำอยู่แต่ก็กั๊ก ๆ พูดไม่หมดสอนไม่หมด เพราะความกลัวคู่แข่ง เราคิดว่านั่นเป็นการถอยหลังทั้งทางวิสัยทัศน์ และทางจิตวิญญาณของตัวเอง

  แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เราไม่ค่อยกลัวเรื่องคู่แข่งแล้ว ก็คือเราคิดว่ามันมีสิ่งที่สำคัญมากกว่าความรู้และประสบการณ์  นั่นก็คือคุณค่าที่ลูกค้าเห็นในตัวเรา ทุกวันนี้เชื่อว่าเหตุผลที่ลูกค้าเก่ายังจ้างเราอยู่เรื่อย ๆ นอกจากความรู้ของเรา นอกจากประสบการณ์ของเรา ก็คือเขามั่นใจและเห็นคุณค่าในเรื่องที่เราทำงานไม่พลาด…เป็นอันรู้กันทั่วเลยว่าถ้าจ้างโต โตมันไม่พลาด

The Plankton : ปิดบริษัทไปแล้วทำไมถึงกลับมาทำต่อในงานประเภทเดิม

คุณโต : จำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นเป็นช่วงมีนาคม ปี 61…มันมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนคลื่นความถี่ของไมโครโฟนและอุปกรณ์ไร้สายสำหรับงานโปรดักชั่น ตอนนั้นก็เลยตัดสินใจปิดบริษัทและขายของที่มีออกไป เพราะในอีกไม่กี่ปี กฎหมายก็จะไม่อนุญาตให้ใช้งานแล้ว แต่เราบอกทุกคนที่ซื้อนะว่าเหตุผลที่ขายคืออะไร ไม่ได้หลอกขายเขา

ณ เวลานั้นก็ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรต่อหรอก แต่ก็มีลูกค้าติดต่อมาอยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่เราก็ส่งอีเมล์ไปหาลูกค้าที่เราแล้วว่าตอนนี้ปิดบริษัท โดยลูกค้าหลายคนบอกมาว่าไม่มีใครที่เขาจะมั่นใจให้ทำเท่ากับตัวเรา บวกมันมีเหตุผลอีกหลาย ๆ อย่างเข้ามา ก็เลยทำให้เราเริ่มเก็บมาคิด จนสุดท้ายก็ตัดสินใจกลับเข้าไปทำใหม่อีกครั้ง

The Plankton : เกือบ 20 ปีที่อยู่ในวงการนี้ คิดว่าอะไรคือคุณค่าของงานที่ทำอยู่

คุณโต : ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมองว่าคุณค่าของงานที่ทำคือ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับงานได้ งานจะสำเร็จหรือพังเลยขึ้นอยู่กับตัวเรา แต่นั่นคือสมัยวัยรุ่น ส่วนถ้าปัจจุบันนี้ คุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่คือการทำให้คนเบื้องหน้าสามารถเดินเฉิดฉายอยู่บนเวทีได้อย่างสง่างาม

The Plankton : ฝากถึงคนที่อยากจะเติบโตในสายอาชีพนี้

คุณโต : ฝากถึงเด็กจบใหม่หรือที่กำลังจะเรียนจบละกันในอีกไม่ช้าละกัน….สิ่งที่อยากบอกไม่ใช่แค่ในสายงานนี้หรอกนะ แต่ทุกอย่างเลย ก็คือไม่มีทางลัดสำหรับงานทุกสายอาชีพ คุณต้องใช้เวลาในการเก็บความรู้ประสบการณ์ คอนเนคชั่น ฯลฯ คนเดี๋ยวนี้ชอบคิดว่าอยากจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในความเป็นจริงมันมีน้อยมากที่จะทำได้ ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการค่อย ๆ เดินไปทีละก้าว ถ้าหากคุณอยากจะทำสิ่งที่มันใหญ่เกินตัวเอง อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต คุณต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่กับมัน ไปเรียนรู้งาน ไปทำงานความรู้จักกับคน ฯลฯ แล้ววันหนึ่งสิ่งนั้นจะเข้ามาหาตัวคุณเอง

  และทั้งหมดนี้คือการพูดคุยกันตลอดเวลาชั่วโมงนิด ๆ กับสุพีรนธ์ สมบัติธนสุข หรือ โต เราคงจะเห็นตรงกันว่าสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นเขาในแบบทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะความอดทน ตั้งใจ ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง พร้อมจะผ่านทุกอุปสรรคในชีวิต และมุ่งมั่นที่จะเดินในเส้นทางที่ตัวเองเลือก หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับแรงบันดาลใจจากบทสัมภาษณ์นี้ ไปออกไปสร้างเส้นทางชีวิตในแบบของตนเอง ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะได้พูดคุยกัน เพื่อนำเรื่องราวของคุณมาสร้างเป็นแรงบันดาลใจกับผู้อื่นแบบคุณโตชายผู้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกของเสียง…บุคคลผู้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของวงการโปรดักชั่นไทยและเบื้องหลังความสง่างามของคนเบื้องหน้า

Visits: 76 | Today: 0 | Total: 40834