เก้า วรเกียรติ นิ่มมาก เจ้าของเพจ ตายายสอนหลาน กับมุมมองเรื่องครอบครัว

   ในปัจจุบันมีเพจเกิดขึ้นมาเยอะมาก การจะสร้างคอนเทนต์ให้แปลกใหม่ น่าสนใจ และทำให้เป็นที่รู้จักของผู้คนนั้น เป็นสิ่งที่ต้องคิดให้ดีก่อนแล้วค่อยลงมือทำ วันนี้ The Plankton จะพาทุกคนมารู้จัก เก้า วรเกียรติ นิ่มมาก หนุ่มไฟแรงที่ผันตัวจากผู้ประกาศข่าวมาเป็นเจ้าของเพจ “ตายายสอนหลาน” ที่พึ่งได้รับรางวัล Best Influencer on Social Media สาขาครอบครัวและผู้สูงอายุ จากเวที THAILAND ZOCIAL AWARDS 2020 ซึ่งเป็นเพจที่มีคอนเทนต์ดี ๆ เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย และที่สำคัญยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของครอบครัว ช่องว่างระหว่างวัยต่าง ๆ อีกด้วย

The Plankton : อะไรคือแรงจูงใจให้หันมาทำเพจ

เก้า : ช่วงนั้นผมได้ออกจากการเป็นผู้ประกาศข่าวพอดี แล้วก็ว่างไม่ได้ทำอะไร ประมาณปีใหม่ก็ได้กลับไปเยี่ยม คุณตา คุณยาย ที่จังหวัดปัตตานี แล้วเราก็เริ่มรู้สึกว่าอยากทำอะไรสักอย่างที่มันเป็นของเรา ทีนี้พอมามองที่ตัวเราเอง ชีวิตประจำวันของเรามันไม่ได้มีอะไรที่น่าสนใจ ก็เลยคิดว่าไม่ขายตัวเองดีกว่า แต่พอเรามองไปรอบ ๆ ตัวก็เจอคุณตา คุณยาย เราเลยรู้สึกว่าคุณตา คุณยายเรา เขามีความน่ารักอยู่ในตัว เราก็เลยอยากจะนำเสนอความน่ารักของคุณตา คุณยาย และก็เริ่มสร้างเพจ ตายายสอนหลาน ขึ้นมา

The Plankton : ปกติแล้ว คุณตา-คุณยาย ทำอะไรอยู่ ทั้งคู่ให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน

เก้า : ตอนนี้ คุณตา คุณยาย ไม่ได้ทำอะไรแล้วครับ ด้วยความที่เขาอายุเยอะ คุณตาก็ 90 คุณยายก็ 85 แล้ว ไม่สามารถทำอะไรที่หนัก ๆ ได้ ส่วนเรื่องการให้ความร่วมมือ ทั้งคู่ให้ความร่วมมือดีมาก ผมสนิทกับเขามาก จะเรียกคุณตาว่าสุดหล่อ เรียกคุณยายว่าสุดสวย ผมไม่ได้มองว่าเขาเป็นตายาย แต่มองเขาเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นเพื่อนที่เราจะคุยเล่น ปรึกษากันมากกว่า และด้วยความที่คุณตา คุณยาย เป็นคนที่ชอบเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ด้วย เลยทำให้เขาทั้งคู่นั้นสนใจและตื่นเต้นที่ผมจะถ่ายเขาครับ

The Plankton : คุณตา-คุณยาย รู้จักโซเชียลบ้างไหม เล่นอะไรเป็นบ้าง

เก้า : คุณยายไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ส่วนคุณตาช่วงแรก ๆ ที่รู้จักเลยก็จะเป็น Line ครับ คุณตาจะมีโทรศัพท์อยู่เครื่องหนึ่ง เราก็จะสอนเขาเล่น เวลาอยากคุยกันก็ให้กดวีดิโอคอลหาจะได้เห็นหน้ากัน แต่พอเราเริ่มมาทำเพจ คุณตาจะมีความรู้สึกว่าเขาอยากจะเห็นตัวเองในคลิป เขาอยากจะเข้าไปดูว่าคนคอมเมนต์อะไรถึงเขาบ้าง ก็จะมีหลานอีกคนสมัคร Facebook ให้ ทีนี้คุณตาก็เริ่มเล่น Facebook เป็น สามารถเข้าไปเปิดดูเพจได้ เขาก็จะนั่งดูคลิปตัวเองทั้งวัน มาตอนนี้เขาก็เริ่มรู้จัก YouTube บ้างแล้วครับ เป็นเพราะมีคนชอบแชร์วิดิโอต่าง ๆ ที่เป็นลิงค์ของ YouTube คุณตาก็จะกดเข้าไปดูตลอด ในช่วงนี้คุณตาก็จะดูคลิปใน YouTube บ่อยมากเลยครับ

The Plankton : ในช่วงแรกเพจยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แล้วอยู่ดี ๆ มีคอนเทนต์หนึ่งดังขึ้นมา รู้สึกอย่างไรบ้าง

เก้า : มันเป็นความรู้สึกทั้งตื่นเต้น ทั้งตกใจ และก็ทำอะไรไม่ถูกครับ คืนนั้นแทบนอนไม่หลับเลย จับโทรศัพท์แทบจะทุก ๆ  5 นาทีเลยก็ว่าได้ ยอดไลค์ ยอดแชร์มันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเราเริ่มรู้สึกว่ามันเกิดอะไรขึ้น เป็นเพราะอะไรทำไมคนถึงมากดไลค์ กดแชร์ เยอะขนาดนี้ เราก็เลยบอกกับที่บ้าน บอกคุณตา คุณยาย ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน และคอยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูตลอดว่ายอดไลค์ ยอดแชร์มันไปเท่าไหร่แล้ว

The Plankton : เห็นว่าเพิ่งได้รับรางวัล Best Influencer on Social Media สาขาครอบครัวและ ผู้สูงอายุ รู้สึกอย่างไรบ้าง

เก้า : รู้สึกตื่นเต้นมากครับ และก็งงด้วย ที่งงไม่ใช่อะไรนะ คือผมไม่ได้เป็นคนเสนอชื่อให้กับเขา อยู่ดี ๆ เขาก็โทรมาบอกว่า “เพจของคุณเก้าได้รับรางวัลชนะเลิศนะคะ อยากให้ไปรับรางวัล” ผมก็ถามว่าเอามาจากไหน เขาก็บอกมีคณะกรรมการคัดเลือก พอผมฟังถึงกระบวนการการคัดเลือกของเขา ผมก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยที่จะได้รับรางวัลนี้ เวลาผมทำคอนเทนต์ ผมก็รู้สึกสนุกไปกับคุณตา คุณยาย และถือว่าได้เป็นการกลับไปหาเขาด้วย อะไรที่มันได้มาก็ถือว่าเป็นรางวัล เป็นกำไร ที่ได้มาจากการทำเพจครับ

The Plankton : สังคมไทยในปัจจุบันตอนนี้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับครอบครัว และผู้สูงอายุในบ้าน มีความคิดเห็นอย่างไร

เก้า : มองในเรื่องของผู้สูงอายุก่อนและกัน เราจะเห็นว่าช่องว่างระหว่างวัยมันเยอะ การที่คนอายุแก่กว่ามากจะมาคุยกับคนที่อายุน้อยกว่า ด้วยความที่ทัศนคติหรือการที่เติบโตมานั้นมีความแตกต่างกัน เวลาคุยกันก็ค่อนข้างที่จะไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ผมว่าหลัก ๆ แล้ว ถ้าเราอยากที่จะเข้าหาผู้สูงอายุ หรือผู้สูงอายุอยากจะเข้าหาเรา สิ่งสำคัญเลยคือ ความพยายาม เราต้องพยายามทำความเข้าใจในตัวพวกเขา การที่เขาจะคุย จะสื่อสาร หรือเข้าใจอะไรบางอย่างมันค่อนข้างที่จะช้า เราต้องอาศัยความใจเย็น ให้มองเหมือนกับผู้สูงวัยคือเด็กคนหนึ่งที่เขาก็ต้องการการสอนและก็เวลาในการทำความเข้าใจในเรื่องใหม่ ๆ เหมือนกัน ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่าเวลาเราจะทำความเข้าใจเรื่องอะไรใหม่ ๆ เราก็ต้องใช้เวลา และในขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุเองก็ต้องพยายามเปิดใจที่จะรับฟังเรื่องราวใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วผมเชื่อว่าช่องว่างระหว่างวัยมันก็จะหายไป ส่วนในเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว ผมว่าในยุคนี้มันเป็นยุคที่ต่างคนต่างอยู่ค่อนข้างเยอะด้วยสภาพสังคมในปัจจุบัน แต่ว่าจริง ๆ แล้วครอบครัวจะใกล้กันได้โดยไม่ต้องเจอกันก็ได้ แต่สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Line Facebook เราสามารถที่จะสอนเขาเล่นแล้วเอาไว้คุยกันเพียงแค่นี้ความสัมพันธ์มันก็จะเกิดขึ้นได้ครับ

The Plankton : อยากจะฝากอะไรถึงคนที่ยังมีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาบ้างไหม

เก้า : ใครที่ยังมีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวอยู่ ก็อยากให้ใช้เวลาตรงนี้ให้คุ้มค่าที่สุด ยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่มันก็อาจจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่ก็อยากให้มองว่าปัญหาต่าง ๆ ที่มันเกิดขึ้นในครอบครัว อะไรที่เรารู้สึกว่ามันจะมาบั่นทอนจิตใจของเรา ก็ให้ตัดทิ้งไปบ้าง แล้วก็เอาเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันทำให้มันเป็นช่วงเวลาที่ดี เป็นเวลาที่ได้นั่งคุย นั่งปรับทุกข์กัน ผมว่ามันน่าจะดีกว่า เพราะบางคนไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้อยู่กับครอบครัวเลย ผมคิดว่าคนที่ยังมีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้ถือว่าโชคดีขนาดไหนแล้วที่ได้มีเวลาอยู่ร่วมกันครับ

The Plankton : สุดท้ายอยากให้ฝากอะไรถึงคนที่กำลังอยากจะทำเพจ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน

เก้า : คนทุกคนมีเรื่องราวในชีวิตที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่สำคัญเลยก็คือ ลองมองรอบ ๆ ตัวเราว่าเรามีเรื่องราว หรือมีอะไรที่น่าสนใจ ที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่คนทุกคนที่จะเจออะไรแบบนี้ บางคนอยากจะทำเพจ ท่องเที่ยว ก็ต้องประเมินดูว่าตัวเองเป็นคนที่อินกับการท่องเที่ยวขนาดนั้นไหม หรือจริง ๆ แล้ว เราอาจจะมีเรื่องอื่น ๆ ที่มันอยู่ในตัวเรา แต่ว่าเรากลับมองมันเป็นจุดด้อยแทนที่จะมองมันเป็นจุดเด่น ต้องคิดดี ๆ แล้วเอามาปรับ และเริ่มลงมือทำครับ

Visits: 100 | Today: 1 | Total: 40829