ฮัจญ์ในอดีตและปัจจุบัน บางอย่างเปลี่ยนไปแต่คงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์

  เมื่อเข้าสู่เดือนซุลฮิจญะห์ (เดือนที่ 12 ในปฏิทินอิสลาม) ชาวมุสลิมทั่วโลกจะพร้อมใจกันเดินทางเข้าสู่นครมักกะห์ ประเทศซุดิอาระเบีย เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ พิธีศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของพวกเขา ซึ่งถือเป็น 1 ในหลักปฏิบัติ 5 ข้อของศาสนาอิสลาม แต่ต่างจากหลักปฏิบัติข้ออื่นตรงที่ระบุไว้ว่ามุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ได้ต้องมีผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง สติปัญญาสมบูรณ์ และมีทรัพย์สินเพียงพอในการใช้จ่ายเท่านั้น ถึงจะปฏิบัติศาสนกิจอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ ส่วนมุสลิมที่มีทรัพย์สินไม่เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปก็ได้ เพราะหากต้องนำที่ดิน หรือทรัพย์สินไปจำนองหรือขายเพื่อให้ได้ไปประกอบพิธีนี้ อาจสร้างความเดือดร้อนให้ลูกหลาน และถือว่าเป็นการทำผิดศาสนบัญญัติทันที

  ฮัจยีอีซา หรือคุณเดชา ฐิตะสุวรรณ วัย 56 ปี คุณตาของดิฉันเล่าว่า ในอดีตการหาแซะห์หรือหัวหน้ากรุ๊ปทัวร์ที่จะพาไปประกอบพิธีฮัจญ์นั้นเป็นการบอกต่อโดยการแนะนำ ชักชวนต่อ ๆ กันมา ราคาทัวร์พร้อมค่ากินอยู่ ประมาณ 4,000 – 5,000 บาท  แต่ในปัจจุบันมีบริษัทจัดทำกรุ๊ปทัวร์มากมายหลายร้อยบริษัทในประเทศไทย มีราคาหลายเกณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและกำลังทรัพย์แก่ผู้แสวงบุญ

  ก่อนจะไปมีความรู้สึกดีใจกับตื่นเต้น มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าเราสั่งใช้ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราจะต้องไปให้ได้ แล้ววันนี้ก็มาถึง พอไปถึงสนามบินจริง ๆ เราจะต้องไปจริง ๆ ก็ใจหายเหมือนกันที่ต้องจากบ้านไปนานขนาดนั้น พอไปถึงมักกะห์ ความรู้สึกมันอธิบายไม่ถูก มันตื้นตัน ยินดี อบอุ่น ผมกล่าวขอบคุณพระเจ้าตลอดเวลาที่มอบหมายสิ่งนี้ให้ผม ประทับใจที่ได้ไปเยือนบ้านของอัลเลาห์ สุสานของท่านศาสดามูฮำหมัด และได้ละหมาดรวมกันวันละ 5 เวลา ตลอดทุกวันตั้งแต่ไปจนกลับ

  “คนที่ไปอยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็ตาม จะรวยจน ดำขาว พอไปถึงตรงนั้นแล้ว ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันหมดในฐานะพี่น้องมุสลิม” คุณตาเดชากล่าว

  ฮัจญ์มีเป้าหมายขัดเกลาจิตใจให้สะอาด บริสุทธิ์ ต้องใช้ความอุสาหะ สะสมทรัพย์สินเงินทอง เพื่อเดินทางไปประกอบศาสนกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้วใช้เวลาประกอบพิธีไม่ถึง 1 สัปดาห์ การตั้งเจตนาฮัจญ์เริ่มต้นตั้งแต่เครื่องบินบินเข้าเขตมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย จากนั้นจะกล่าวตัรบียะห์หรือคำตอบรับคำเชิญจากพระเจ้า และจะทำการครองเอี๊ยะห์รอม ทำโดยการที่ผู้ชายพันผ้าขาว 2 ผืนที่ไม่เย็บติดกัน ส่วนผู้หญิงปกปิดร่างกายเว้นใบหน้าและฝ่ามือ

  เรื่องการเดินทาง คุณตาเดชายังเล่าว่าการเดินทางไปซาอุดิอาระเบียในอดีตนั้นต้องเดินทางโดยเรือสำราญ ออกจากท่าเรือคลองเตย ใช้เวลา 15 วันกว่าจะถึงมักกะห์ และใช้เวลาอีก 15 วันเพื่อเดินทางกลับ หมายความว่ารวมระยะเวลาในการเดินทางอย่างเดียวก็ลุล่วงไป 1 เดือนแล้ว และต้องอยู่ทำศาสนกิจอีกประมาณ 30 วัน เท่ากับต้องจากบ้านร่วม 2 เดือนเศษ ซึ่งต่างจากสมัยนี้ที่การเดินทางสะดวกรวดเร็ว มีเครื่องบินเป็นยานพาหนะ ใช้เวลาราว 9 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว หากถึงช่วงฮัจญ์ จะมีญาติพี่น้องของผู้แสวงบุญไปส่งที่ท่าเรือและสนามบินกันอย่างหนาแน่นเป็นเอกลักษณ์ สร้างความอบอุ่นและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ที่กำลังเดินทางได้เป็นอย่างดี

  คุณตาเดชายังเล่าอีกว่าในสมัยก่อนต้องเตรียมตู้ซะรอ(ตู้สัมภาระ) สูงประมาณ 80 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1 เมตร ไว้ใส่สัมภาระ ใส่ข้าวสาร พริก หอม กะเทียม เสื้อผ้า ข้าวสาร อาหารแห้ง เพื่อไปประกอบอาหารทานกันเองเมื่อถึงที่พักที่เอกชนทำรองรับไว้สำหรับผู้แสวงบุญ คนที่ทำอาหารเป็นจะโชว์ฝีมือทำอาหารเลี้ยงเพื่อนร่วมห้อง โดยจะกินวันละ 3 มื้อ คือ 7 นาฬิกา,13นาฬิกา และ 20 นาฬิกา แต่ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเตรียมข้าวสารอาหารแห้งแล้ว เพราะเมื่อถึงจุดหมายก็จะมีอาหารของทางที่พักรองรับไว้ทันที ทำให้กระเป๋าสัมภาระเบาขึ้น มีเวลาสวดมนต์มากขึ้นอีกด้วย

  ก่อนเข้าสู่ดินแดนต้องห้ามเพื่อทำพิธี ผู้แสวงบุญจะต้องตั้งจิตใจให้สงบ เตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจอยู่ในความสำรวม ตั้งจิตอธิฐานว่าจะทำฮัจญ์ให้เสร็จสิ้น จากนั้นผู้แสวงบุญจะต้องพักที่ทุ่งมีนาเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ของการทำฮัจญ์ที่จะต้องไปยังสถานที่แห่งนี้ เพื่อขอพรและบำเพ็ญตน ก่อนเดินทางเข้าสู่มักกะห์ เพื่อเวียนรอบ (ตอวาฟ) กะบะห์หรือบัยตุ้ลเลาะห์ (หินดำ) เปรียบเสมือนบ้านของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นกิบลัต (เสาหลักของชุมทิศ) ตั้งอยู่ในมัสยิดอัลฮะรอมหรือมัสยิดต้องห้าม เป็นแผ่นดินที่เข้าได้เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น โดยผู้แสวงบุญจะอยู่ในชุดเอี๊ยะห์รอม เริ่มเดินซ้ายจากหินดำที่คนมุสลิมให้ความเคารพ แล้วใช้มือขวาสัมผัสและจูบหินดำ ระหว่างเดินต้องกล่าวคำสวดไปด้วย ซึ่งจะต้องทำเหมือนกันทั้ง 7 รอบ เพื่อเป็นการทำความเคารพ มัสยิดอัลฮะรอมถือเป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของนครมักกะห์

  จุดที่ผู้แสวงบุญอยากเข้าใกล้มากที่สุดคือมุมระหว่างหินดำและประตู เพราะมีความเชื่อว่าการขอพรของพวกเขาจะถูกตอบรับจากพระผู้เป็นเจ้า

  ต่อด้วยการเดินเท้าจากเนินเขาศอฟา ไปยังเนินเขามัรวะห์ ระยะทาง 450 เมตร วน 7 รอบ เพื่อรำลึกถึงความลำบากของมารดาของนบีอิสมาแอล หนึ่งในศาสดาผู้เผยแพร่ศาสนาอิสลาม ที่พระผู้เป็นเจ้าบัญชาให้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางทะเลทรายแห้งแล้งและไม่มีน้ำแค่ 2 คนแม่ลูก ผู้เป็นมารดาให้นมแก่บุตรจนเหือดแห้ง จนเมื่อนบีอิสมาแอลร้องไห้ด้วยความหิวกระหาย นางต้องดิ้นรนหาน้ำให้ลูกชายดื่มด้วยการวิ่งระหว่างเนินเขา 2 ลูกนี้ จนเมื่อรอบที่ 8 นางได้เห็นตาน้ำซึมออกมาจากพื้นทรายใต้ฝ่าเท้าของบุตร ตาน้ำนั้นเป็นต้นกำเนิดของบ่อน้ำซัมซัมที่คอยต้อนรับผู้แสวงบุญอย่างไม่เคยเหือดแห้งตั้งแต่วันนั้นจนปัจจุบัน ผู้แสวงบุญจึงต้องรีบเดินอย่างรีบเร่งพร้อมกล่าวคำอวยพร คำวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าไปด้วย เมื่อเสร็จสิ้นพิธี ผู้แสวงบุญที่เป็นหญิงจะโกนผมบางส่วน  ผู้ชายจะขลิปผมหรือโกนศีรษะ และจะออกจากการครองเอี๊ยะห์รอม เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่าได้ประกอบพิธีฮัจญ์สำเร็จลุล่วงตามที่ได้อธิฐานเอาไว้ โดยผู้ผ่านพิธีฮัจญ์จะได้คำนำหน้าเป็น ฮัจยี สำหรับผู้ชาย และ ฮัจญะห์ สำหรับผู้หญิง และระหว่างนี้ ผู้แสวงบุญจะต้องเดินทางกลับมาที่ทุ่งมีนาอีกครั้งเพื่อเขวี้ยงหินลงในบ่อน้ำ ที่เชื่อว่ามีมารร้ายคอยสกัดกั้นไม่ให้มารดาของนบีอิสมาแอลได้เจอกับแหล่งน้ำในครั้งนั้น

  ด้วยความที่มีผู้แสวงบุญเดินทางไปเป็นจำนวนนับล้านคนต่อปี อาจทำให้มีการพลัดหลงทัวร์ได้บ้าง คุณตาเดชาเล่าว่าในอดีตหากเกิดหลงขึ้นมา ต้องไปหาตำรวจเท่านั้น ตำรวจจะพาเราไปนั่งในห้องรับรอง ผู้แสวงบุญแต่ละคนจะมีข้อมูลรัดอยู่ที่ข้อมือ เจ้าหน้าที่จะดูข้อมูลจากตรงนั้นแล้วประสานงานกันให้มารับตัวเราไป

  แต่ฮัจยีอะหมัดรอชิดี หรือนายอัครพงศ์ อิสมัญ วัย 39 ปี ผู้เป็นพี่ชายของดิฉันเล่าว่า ในปัจจุบันอาจมีเช่นนั้นบ้างสำหรับผู้สูงอายุ แต่คนที่มีสมาร์ทโฟนในมือก็จะใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ ได้ยินมาว่าเดี๋ยวนี้มีแอพพลิเคชันอำนวยความสะดวกให้ผู้แสวงบุญ เช่นขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน ดูทิศทางของกิบลัต ตรวจสอบสภาพอากาศ และเวลาละหมาด เลือกได้เกือบสิบภาษาอีกด้วย อันนี้เรายังไม่เคยลอง แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครหลงกันหรอก เขาจะอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนกันมากกว่า

  ส่วนมุสลิมที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ ก็จะร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความศักดิ์สิทธิ์นี้ หรือที่เรียกกันว่า เดือนอีดิ้ลอัฎฮา โดยการเชือดสัตว์มาประกอบอาหารแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้าน ความเชื่อนี้ ถือว่าผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายในการเชือดสัตว์จะได้บุญอย่างมากเลยทีเดียว

  ปัจจุบันมักกะห์และมะดีนะห์มีการปรับปรุงให้สะดวกมากขึ้น เช่นมีโรงแรมที่พักให้เลือกหลากหลาย มีการสร้างทางเลื่อนสำหรับเดินไปขว้างเสาหิน ณ ทุ่งมีนา ของฝากที่นิยมสำหรับผู้ชายคือหมวก ผ้าปูละหมาด ของหอม ผู้หญิงก็จะเป็นฮิญาบ ถ้าซื้อฝากผู้ที่สนิทกันมาก ๆ จะเป็นผ้าถุง แต่ของฝากที่มักจะขาดไม่ได้เลยก็คืออินทผาลัม ลูกมะเดื่อ และโดยเฉพาะน้ำซัมซัม ซึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์และชาวมุสลิมมีความเชื่อว่าน้ำนี้สามารถเป็นยาชั้นดีในการรักษาโรคได้ อัครพงศ์เล่าเสริม

  แม้ในปัจจุบันจะเกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริษัททัวร์มากมาย เป็นสาเหตุหนึ่งของการสูงขึ้นของราคาฮัจญ์ แต่ชาวมุสลิมก็ยินดีที่จะบากบั่นให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน และรักษาไว้ซึ่งสุขภาพอันดี เพื่อวันหนึ่งจะมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมบ้านของพระเจ้าผู้เป็นที่รักยิ่งของพวกเขา

Visits: 87 | Today: 0 | Total: 40834