‘ปู ไตรรงค์ พวงอุดม’ เพราะชีวิตจริงเราต้องกำกับชีวิตเราให้มีความสุข

   บางครั้งประสบการณ์ความยากลำบากในชีวิต อาจจะเป็นแรงสำคัญที่ทำให้คนเราแข็งแกร่งและประสบความสำเร็จได้ พบกับเรื่องราวของเด็กที่เคยเกเรจนต้องติดคุก “ปู ไตรรงค์ พวงอุดม” ผู้กำกับหนังโฆษณา ที่เริ่มต้นจากการทำหนังสั้นส่งประกวด จะมาเล่าเส้นทางชีวิตที่ผ่านอุปสรรคมากมายกว่าจะก้าวมาเป็นเจ้าของบริษัทเอเจนซี่โฆษณาอย่าง Brothers MEDIA

   วันนี้เรามีโอกาสนัดพบกับคุณปูที่ออฟฟิศของ  Brothers MEDIA คุณปูเดินเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มแย้มต้อนรับ The Plankton ตามสไตล์ของเขา ก่อนที่เราจะได้นั่งคุยกันหลากหลายประเด็นคำถาม เช่น จากการเป็นมนุษย์เงินเดือนสู่การมีบริษัทเป็นของตัวเอง จุดเปลี่ยนชีวิตของเขา และบทเรียนที่ได้เรียนรู้มีอะไรบ้าง ติดตามอ่านได้ในบทสัมภาษณ์นี้ของ The Plankton

The Plankton:  ชีวิตในวัยเด็กเป็นอย่างไร สร้างวีรกรรมอะไรไว้บ้าง

คุณปู : เราเกเรหนัก ๆ ตั้งแต่อายุ 11 – 12 ป.5 ป.6 นี่เราปรี๊ดสุดในตำบลเลย กับเพื่อนนี่คือสมัยนั้นทุกคนต้องมาดูดกัญชาบ้านเรา เราใช้ชีวิตสุดมากตอนเด็ก ๆ พอมาตอนอายุ 17 เราก็ติดคุก

The Plankton: จุดพลิกผันที่ทำให้รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนตัวเอง

คุณปู : ติดคุกเสร็จนั่นแหละ คือจุดที่เราเห็นแม่เราว่าไม่ใช่แล้ว ‘นี่กูมาผิดทางแล้ว’ เพราะพอเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้น เราเห็นว่าแม่เราไม่มีเงินนะ จริง ๆ ต้องบอกว่า บ้านเราไม่มีเงินเลย เราโดนจับไป แม่เราก็ไปประกันตัว ขี่มอเตอร์ไซค์จากชลบุรีไปที่ปลวกแดง ซึ่งอยู่เกือบระยอง เพื่อไปรับเราจากสถานีตำรวจ แล้วก็ไม่ด่าเราสักคำ

The Plankton: เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดในอดีต

คุณปู : เยอะมาก คือเราเป็นคนมีวิธีคิดมาตั้งแต่เด็ก ๆ เราจะทบทวนมันเสมอ แม้กระทั่งวันที่เรายังเกเรอยู่  ซึ่งเรากลับคิดว่าเราโชคดี ที่เราเคยมีชีวิตแบบนั้น เราขอบคุณทุกความผิดพลาดที่มันเกิดขึ้นในชีวิตเรา เพราะมันทำให้เรามั่นใจว่า ชีวิตเราจะประสบความสำเร็จได้จริง ๆ เราก็เลยคิดว่า ความผิดพลาดที่มันเกิดขึ้น หรือปัญหาใด ๆ ที่มันเกิดขึ้นมาในชีวิต มันไม่ใช่จะอยู่กับเราตลอดไปหรอก แต่สิ่งที่มันจะพาให้เราหลุดออกจากสิ่งเหล่านั้นไปได้ก็คือตัวเราเอง เราเข้มแข็งพอหรือเปล่าในวันนั้น เราเชื่อในวันที่คนไม่เคยเชื่อในตัวเราแต่เราเชื่อในตัวเอง

The Plankton: จุดเริ่มต้นที่ทำให้กลายมาเป็นเจ้าของบริษัท Brothers MEDIA

คุณปู : คือตอนนั้นเราลาออกจากบริษัท แล้วเราเป็นฟรีแลนซ์ ด้วยแพสชั่นเราเป็นผู้กำกับ แสดงว่างานที่มันเข้ามา ไม่ได้มีแค่งานตัดต่อ แต่มันจะเป็น ‘คิด เขียน ถ่าย ตัด’ เพราะฉะนั้นมันต้องมีทีม ซึ่งบางที่เขามีกติกาว่า เขาต้องจ้างเป็นบริษัทถึงจะรับงานได้ แรก ๆ เราก็ใช้ชื่อบริษัทรุ่นพี่เราเป็นคนรับ แล้วเราก็เอามาทำ แล้วก็ให้เปอร์เซ็นต์เขาไป แต่พอทำได้ครั้งสองครั้งเท่านั้นแหละ ปัญหามันเยอะมาก เพราะบางทีต้องเซ็นเอกสาร ไม่อยู่บ้างอะไรบ้าง แบบวุ่นวายมาก ก็เลยคุยกับพี่โย (วิกรรณ มีสุข: หุ้นส่วน Brothers MEDIA) ว่า “ถึงเวลาของเราแล้วล่ะ ที่ Brothers Media จะเป็นบริษัทสักที” ก็เปิดมันเลย

The Plankton: สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดในฐานะเจ้าของบริษัท

คุณปู : การที่เราเป็นเจ้าของ สิ่งที่เราจะต้องแบกรับภาระก็คือเรื่องของพี่น้องของเราทุกคนที่อยู่ในนี้ เราใช้คำว่า ‘ในฐานะพี่คนหนึ่งของน้อง ๆ’ ได้เงินมา เราต้องเอาเงินให้น้องไปก่อน แต่ถามว่าตัวเรามีไหม ตัวเราเองไม่มีด้วยซ้ำ สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับเลยก็คือเรื่องนี้แหละ ว่าการเป็นเจ้าของกิจการคือความรับผิดชอบที่มีต่อทุกคน ถ้าเป็น Brothers media เราจะไม่ใช้คำว่า ‘ธุรกิจ’ เพราะเราไม่ได้ทำธุรกิจ ‘เราคือการทำทีมด้วยกัน’

The Plankton: วิธีการบริหารงานและจัดการคนสไตล์ Brothers media

คุณปู : ทำให้คนของเรารู้ว่าเขาต้องทำอะไร ที่เหลือเป็นหน้าที่ของเขา ว่าเขาจะจัดการยังไง เราเป็นบริษัทที่แล้วแต่ คุณจะเป็นยังไงก็ได้ จะทำงานกี่โมงก็ได้ จะหยุดก็ได้ หรือจะมาสายก็ได้ คือจะทำอะไรก็ได้ แล้วแต่เลย แต่เราดีไซน์ให้ทุกคนแบกความรับผิดชอบของตัวเองเอาไว้ แล้วคุณเลือกเองว่าคุณจะดีไซน์มันยังไง ให้งานเสร็จตามกำหนด คุณจะไปเที่ยวกับแฟนก็ได้ คุณจะไปไหนก็ได้แต่งานต้องเสร็จ ให้ทุกคนมีชีวิตที่โอเค ได้ไปเที่ยว ได้ผ่อนคลายบ้าง เราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันดีต่องาน คือสุดท้ายเราไม่ได้อยากได้เครื่องจักรมาอยู่ในออฟฟิศ เราอยากได้มนุษย์มาอยู่ในออฟฟิศ

The Plankton: จากมนุษย์เงินเดือนสู่การมีบริษัทเป็นของตัวเองต่างกันไหม

คุณปู : การทำงานของบริษัทเรา มันเป็นประสบการณ์ที่เราทำจากที่อื่นมา การทำงานกับข้างนอก สำหรับเรามันคือการได้ออกไปเห็น ได้ไปเรียนรู้ แล้วก็เอาตรงนั้น มาปรับใช้กับบริษัทเรา อะไรไม่ดีก็ตัดทิ้ง อะไรดีก็เก็บมาใช้

The Plankton: เป็นนายตัวเองแบบนี้ ทำงานกี่วันต่อสัปดาห์และทำวันละกี่ชั่วโมง

คุณปู : จริง ๆ ทำทุกวัน ทำตลอดเวลา เหตุผลที่ทำทุกวัน ทำไมถึงตอบแบบนี้ก็เพราะว่า คืองานแบบเรา มันอยู่กับเราตลอดเวลา จริง ๆ วินาทีการทำงานมันเริ่มตอนเราตื่น แล้วมันก็จะไปจบตอนเราหลับ

The Plankton: ถ้าถูกขโมยผลงานจะทำอย่างไร

คุณปู : เอาไปเถอะ คุณเอาไปคุณก็พูดได้ไม่นานหรอก ถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง คุณไม่มีทางไปต่อได้ ต่อให้คุณไปต่อได้ ระยะทางคุณก็สั้น

The Plankton: คิดว่าเกรดเฉลี่ยส่งผลต่อการทำงานหรือไม่

คุณปู : เกรดเฉลี่ยไม่เกี่ยวเลย การมาเรียนหนังสือมันไม่ได้เป็นตัววัดผลว่าคุณจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรือเปล่า ถามว่าการเรียนสำคัญไหม สำคัญ แต่มันไม่ได้สำคัญว่าเราเรียนจบมาด้วยเกรดเท่าไหร่ ถ้าคุณเจอว่าคุณอยากเป็นอะไร แล้วคุณอยากทำอะไรต่อไปหลังจากคุณเรียนจบ นั่นมันคือคำตอบที่ดี เราว่ามันมีค่ามากกว่าเกรดเฉลี่ย 4.00 ด้วยซ้ำ

The Plankton: คิดเห็นอย่างไรกับเด็กฝึกงาน

คุณปู : เรามองเด็กฝึกงานเป็นคนทำงานจริง ๆ เราให้ความสำคัญกับการฝึกงานของเด็ก ๆ มาก ชีวิตเราเปลี่ยนเพราะว่าเรามาฝึกงาน คือเด็ก ๆ ควรผิดพลาดให้เยอะที่สุด เพราะถ้าเกิดเรากลัวว่าเขาจะทำไม่ได้ คือโอกาสที่เขาจะผิดพลาดมันยังไม่มีเลย แล้วจะไปเอาอะไรกับเด็กรุ่นใหม่

The Plankton: เคยได้ยินว่าการทำหนังเหมือนมีเวทมนตร์ มีพลังวิเศษจากการเล่าเรื่อง คิดแบบนั้นไหม

คุณปู : จริง ๆ แล้ว เราตีมันเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง หนังมันก็เหมือนหนังสือ คือถ้าเกิดมันทำหน้าที่ของมันได้ดี มันก็จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคน แต่ว่าหนังมันแค่แปลตัวหนังสือไปเป็นภาพเท่านั้นเอง (นิ่งคิด) เรามองว่าการทำหนังมันเหมือนคอนดักเตอร์ ที่คอยชูไม้ จังหวะนี้หัวเราะ คนต้องฮา จังหวะนี้ร้องไห้ ต้องร้องไห้ จังหวะนี้ แอคชั่น ต้องดุเดือด ต้องมันส์ การกำกับที่ดีมันไม่ได้กำกับแค่ตัวหนัง แต่มันเหมือนกำกับจังหวะให้คนดูรู้สึกอย่างไรด้วยในช่วงไทม์มิ่งนั้น ๆ คนทำหนังเก่ง ๆ เขาจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้ มันไม่ใช่แค่หนังดีหรือยัง แต่จังหวะนี้มันแอทแทคคนในแบบที่มันควรจะเป็นแล้วหรือเปล่า

The Plankton: ปัจจุบันธุรกิจด้านนี้มีการแข่งขันค่อนข้างสูง มีการปรับตัวอย่างไรกับยุค 4.0

คุณปู : ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้ เราจะอยู่กับมันยังไงให้ได้ แค่ลูกค้าที่เรามีอยู่ในประเทศมันไม่พอ เรามองหาลูกค้าต่างประเทศ เรามีลูกค้าจากประเทศจีน มันก็เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้เราไปสู่ตลาดใหม่ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้วาง Brothers MEDIA อยู่แค่ในประเทศ เราวาง Brothers MEDIA ให้มีกลุ่มลูกค้าหลากหลาย รวมถึงลูกค้าต่างประเทศด้วย เราต้องอยู่ร่วมกับโลกนี้ให้ได้ ด้วยการที่เราต้องมี partner ที่อยู่หลาย ๆ ที่ ยิ่งเยอะยิ่งดี

The Plankton: เคยขาดความมั่นใจในการทำงานบ้างหรือไม่

คุณปู : ไม่มีเลย คือก่อนเราจะขายงาน ก่อนจะพูดถึงใคร เราก็ต้องมั่นใจในสิ่งที่ทำ มั่นใจในสิ่งที่มี ทุกครั้งที่ออกไป เราต้องมั่นใจ ดีไม่ดีมันมีคำตอบของมันอยู่ แต่ถ้าเกิดเราไม่มั่นใจเลย เชื่อไหมว่ามันผิดตั้งแต่เริ่มแล้ว พอไม่มั่นใจที่จะทำอะไรบางอย่าง โอกาสที่มันจะดีมันยากมาก

The Plankton: โอกาสที่ดีกับมีฝีมือ คิดว่าแบบไหนสำคัญกว่ากัน

คุณปู : จริง ๆ โอกาส มันจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราไม่ทำ จะมีฝีมือหรือเปล่าไม่รู้ด้วยนะ มันอยู่ที่คุณทำหรือเปล่า ต่อให้คุณทำไม่ดี แต่คุณทำ บางทีคุณก็จะเจอโอกาส อย่างน้อย ๆ พอคุณทำ คุณก็จะได้เห็นโลกในแบบที่คุณทำ

The Plankton: นิยามคำว่าประสบความสำเร็จไว้อย่างไร

คุณปู : มันเหมือนเราเก็บเห็ดมาริโอ้ มันเหมือนดาวในเกม มันสามารถเก็บสะสมได้ตลอดทาง ความสำเร็จคือแต้มชีวิต มันจะเกิดขึ้นกี่ครั้งในชีวิตก็ได้

The Plankton: ถ้าเลือกเป็นตัวละครได้ 1 ตัวจากภาพยนตร์ใดก็ได้ จะเป็นใคร เพราะอะไร

คุณปู : ภาพยนตร์เรื่อง A Star Is Born อยากเป็นแบรดลีย์ คูเปอร์ แต่ไม่ได้อยากติดยาแบบแบรดลีย์ คูเปอร์นะ แค่อยากมีชีวิตแบบนั้น ชีวิตที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักแล้วก็ได้สนุกกับชีวิต เราว่าตัวละครแบรดลีย์ คูเปอร์ มันมีเสน่ห์ เป็นคนที่มีชื่อเสียง แต่ก็โหยหาความธรรมดาที่มันให้พลังกับตัวเอง เขามองโลกในแง่ลบแบรดลีย์ คูเปอร์เลยไปต่อไม่ได้ ถ้าเป็นเรา เราจะมองในแง่บวก แล้วเราเชื่อว่ามันจะเป็นชีวิตที่โคตรสนุกเลย ชื่อเสียงก็มี เงินก็มี คนรักที่ดีก็มี ร้องเพลงก็เพราะ ใคร ๆ ก็รัก

The Plankton: ถ้าไม่ได้ทำงานสายนี้ คิดว่าตอนนี้ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

คุณปู : (นิ่งคิด) คงขายก๋วยเตี๋ยว ขายข้าว สุดท้ายก็คืออยากทำอะไร เพื่อให้คนอื่นมีความสุขอยู่ดี ถ้าไม่ได้ทำหนังให้คนดู ทำกับข้าวให้คนกินก็ยังดี

         และนี่คือเบื้องหลังแนวคิดและวิธีการที่กว่าจะประสบความสำเร็จจาก “คุณปู ไตรรงค์ พวงอุดม” Co – Founder Brothers MEDIA หวังว่าบทสัมภาษณ์นี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านเริ่มต้นทำในสิ่งที่ตนเองชอบ เริ่มทำอะไรให้กับโลกใบนี้ ทำอะไรให้กับชีวิตนี้ และเริ่มทำอะไรเพื่อตัวเราเอง แม้ในภาพยนตร์จะมีตอนจบที่ทั้งเศร้า ผิดหวัง สมหวัง แต่ในชีวิตจริงทุกคนสามารถกำกับชีวิตของตัวเองให้มีความสุขได้

Visits: 55 | Today: 0 | Total: 40828