บทสัมภาษณ์คุณนิว ศิวัจน์ ผู้กำกับ จาก Studio Wabi Sabi

   ย้อนกลับไปในช่วงประมาณ 8 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นซีรีส์วายยังไม่ค่อยมีให้ดู แต่มีเรื่องนึงที่เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์วายที่เป็นซีรีส์บุกเบิกเลยก็ว่าได้ กระแสตอบรับดีมาก ซึ่งคนที่ทำให้ซีรีส์เป็นกระแสนอกจากนักแสดงแล้วก็คือ ผู้กำกับ

   ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล หรือคุณนิว ผู้กำกับซีรีส์วายชื่อดังที่ชาววายต้องรู้จัก จากการกำกับซีรีส์วายเรื่อง Love Sick และ Make it right ร่วมกำกับกันกับเพื่อนผู้กำกับ หันมาเปิดสตูโอเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า Studio Wabi Sabi และเริ่มเป็นผู้กำกับเต็มตัวในซีรีส์ Love By Change บังเอิญรัก ที่ฉายไปเมื่อปี 2561 จนกระทั่งผลงานล่าสุดอย่างซีรีส์ Until We Meet Again ด้ายแดง ในปี 2562 ที่เพิ่งจบไปไม่นาน

The Plankton : ความคิดริเริ่มว่าทำไมถึงเลือกกำกับซีรีส์วาย

   คุณนิว :“คือเหมือนเราทำมาตั้งแต่ Love Sick, Make it right มาตั้งแต่ที่ยังไม่มีค่ายอื่นหรือทีมอื่นทำซีรีส์วาย เราเริ่มมาตั้งแต่จุดนั้น พอมาทำของตัวเองแล้วเรารู้สึกว่ามันง่าย มันง่ายในการที่เข้าใจในกลุ่มมคนดูมากกว่าว่าเขาอยากเห็นอะไร”

The Plankton : แนวคิดในการเลือกนิยายมาทำเป็นซีรีส์ มีเกณฑ์การคัดเลือกอย่างไรบ้าง

   คุณนิว : “ถ้าส่วนตัวเราเอง เราเลือกจากความน่าสนใจของเนื้อเรื่อง วิธีการเลือกของเราจะแปลกหน่อยก็คือไม่อ่านทั้งหมด เราอ่านเรื่องย่อของนิยายก็คืออ่านคำนำ แล้วก็เลือกสุ่มเป็นหน้า ว่าหนึ่งหน้าที่เราอ่านโดยที่เราไม่รู้ว่าตั้งแต่ต้นเรื่องเป็นอย่างไร ท้ายเรื่องเป็นอย่างไร หนึ่งหน้าที่เราสุ่มมันเอาเราอยู่ไหม หมายถึงว่าเราสนุก เข้าใจมากน้อยขนาดไหนในหนึ่งหน้านั้นมากกว่า”

The Plankton : กระบวนการทำซีรีส์วายเหมือนหรือแตกต่างจากซีรีส์ทั่วไปอย่างไรบ้าง

   คุณนิว :“เหมือนกันเลยครับ ขั้นตอนทุกอย่างเหมือนกันหมด อาจจะต่างในวิธีเวิร์กชอปหรือวิธีการใส่ข้อมูลให้นักแสดง เพราะว่าพอเป็นซีรีส์วายเราต้องทำให้นักแสดงละลายพฤติกรรมของผู้ชายกับผู้ชายให้ได้ คือถ้าเป็นชายหญิงมันเป็นเรื่องปกติที่นักแสดงเข้าใจได้ พอเป็นซีรีส์วายส่วนใหญ่เกิน 70% นักแสดงจะเป็นผู้ชายจริง ๆ จะไม่ได้เป็นเพศทางเลือก เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้นักแสดงเข้าใจหรือทำให้นักแสดงไม่หยีกันเอง ต้องทำให้นักแสดงมีแนวคิดที่แบบเข้าใจตรงนั้นได้ แล้วมองว่าเป็นงานชิ้นได้ มันจะต่างแค่ตรงนั้นเองครับ”

The Pankton : ได้ยินมาว่ากว่าจะเลือกเนื้อเรื่อง แคสนักแสดงต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการเวิร์กชอปของนักแสดงใช้เวลานานมาก มีเหตุผลอะไรที่จะต้องใช้เวลานานมาก ๆ

   คุณนิว :“จริง ๆ ถ้าอย่างเนื้อเรื่องอย่างบังเอิญรัก ไม่ใช้เวลานานมากนักในการทำเนื้อเรื่อง เพราะมันเป็นซีรีส์ไม่ยาก ก็แค่ซีรีส์รักในมหาวิทยาลัยเจอกัน เจออุปสรรคบ้างนิดหน่อย สมหวังแล้วก็จบ แต่ว่าอย่างของด้ายแดงมันเป็นเนื้อเรื่องค่อนข้างยากระดับนึง รายละเอียดมันเยอะทั้งตัวละครต่าง ๆ ถึงแม้บางตัวละครออกมาแค่ 2 ซีน แต่มันเป็น 2 ซีนที่สำคัญกับตัวละครอื่น มันเลยต้องใช้เวลานานในการทำความเข้าใจของ  ตัวละครทุกตัวให้ได้ คือตัวเราเองต้องเข้าใจในตัวละครทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวนำ ตัวสมทบ เราต้องเข้าใจความรู้สึกเค้าให้ได้ให้หมด เพื่อที่จะมาเล่าเรื่องต่อนักแสดง และบรีฟนักแสดงได้ถูกว่าตัวละครผ่านอะไรมา   ตัวละครเจออะไรมา รู้สึกอย่างไร จะแสดงกลับไปอย่างไร มันต้องละเอียดกว่าเดิม เพราะฉะนั้นนักแสดงอาจจะต้องใช้เวลาเวิร์กชอปเพื่อทำความเข้าใจให้นานขึ้น อย่างตัวหลักที่เป็นดีน-ภามที่เป็นตัวปัจจุบัน จะต้องมีความเข้าใจในพาร์ทอดีตด้วย เท่ากับนักแสดงต้องเวิร์กชอปเป็น 2 ตัวละคร ต้องเวิร์กชอปเป็นตัวละครในพาร์ทอดีตด้วย เพื่อเข้าใจความรู้สึก ณ ตอนนั้น และต้องแสดงออกมาในพาร์ทปัจจุบันอย่างไร มันเลยใช้เวลานาน”

The Plankton : ความยากง่ายของการถ่ายทอดเรื่องราวจากตัวหนังสือให้มาเป็นภาพ

   คุณนิว : “สมมติว่า 10 คนอ่าน ก็มองภาพเป็น 10 แบบ ทีนี้ความท้าทายคือ จะทำยังไงให้เราตีความในฝั่งเราแล้ว ทั้ง 10 คนดูแล้วมันใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาคิดให้ได้ทั้ง 10 คน”

The Pankton : คุณนิวไม่ได้เป็นแค่เพียงผู้กำกับ แต่ยังทำหน้าที่อื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้แคสติ้งนักแสดง โค้ชแอคติ้ง ร่วมเขียนบท และ Editor อะไรคือเหตุผลที่ลงมือทำเองในหลาย ๆ หน้าที่

   คุณนิว :เพราะว่าเรายังไม่ไว้ใจใคร (หัวเราะ) จริง ๆ มันเป็นข้อเสียนะ ด้วยความที่เรามีความคิดของตัวเอง ต่อให้อธิบายคนอื่นไปบางทีเขาก็ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เราคิดทั้งหมดก็เลยต้องลงมือทำเอง แล้วก็ด้วยความที่มันเป็นงานของตัวเองด้วยก็เลยรู้ว่าสึกว่าอยากทำออกมาให้ดีที่สุด อย่างการโค้ชแอคติ้งเอง เรามองว่าถ้าใช้โค้ชแอคติ้งคนอื่นมันเสียเวลา ถ้าเราใช้โค้ชแอคติ้งนอกหรือจ้างโค้ชแอคติ้งเขาก็จะมีกระบวนการทำงาน ที่นานกว่าเรา และเขาไม่ได้สนิทกับนักแสดงที่ถึงกับว่ามองตากันแล้วเข้าใจกัน ว่าเราต้องการแบบนี้นักแสดงจะเข้าใจไหม นั่งไล่ตั้งแต่ 0 ถึง 10 ในการอธิบายนักแสดงให้เข้าใจในซีน แต่เราใช้วิธีแบบ 5 แล้วไป 10 เลย ซึ่งนักแสดงสามารถเข้าใจเราได้ ก็เลยรู้สึกว่าแบบนี้น่าจะเร็ว ง่าย และออกมาตามที่เราต้องการมากที่สุด”  

The Plankton : เนื่องจากการทำงานเป็นทีม Production ต้องทำงานกับคนเยอะ หลากลายรูปแบบ มีวิธีการทำงานอย่างไรบ้าง

   คุณนิว : “ส่วนใหญ่เราคุยเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง เป็นครอบครัวมากกว่าที่จะเป็นเจ้านายกับลูกน้อง คือเราคุยกับทุกคนเราไม่ได้มองว่าเขาเป็นลูกน้อง เราไม่ได้ชี้ว่า คุณทำแบบนี้ เอาแบบนี้ ทำมาให้เรา เราใช้วิธีแชร์ไอเดีย เช่น คิดอย่างไรบ้าง ถ้าเป็นแบบนี้รู้สึกอย่างไร ให้ทั้ง 2 ฝ่ายสบายใจกันและกันมากกว่า ถ้าเราเกร็งกันตั้งแต่ภายใน เวลาเราทำงานจะไม่มีความสุข แล้วพอมันเกร็ง มันไม่สนุก คนดูเขาจะรับรู้ได้ว่าในกองมันไม่สนุก”

The Plankton : เมื่อมีผลงานปล่อยออกมาเสียงตอบรับมีทั้งด้านบวกและด้านลบ คุณนิวรับมือกับเสียงตอบรับด้านลบอย่างไรบ้าง

  คุณนิว : “เสียงตอบรับด้านบวกเป็นสิ่งที่คอยให้กำลังใจเรามาตลอด หากวันไหนที่รู้สึกท้อก็เอาข้อความเหล่านั้นมาอ่านเพื่อฮีลใจตัวเอง เรามองด้านลบเป็น 2 แบบ ที่มันไร้สาระจริง ๆ ก็จะปล่อยไปไม่ได้สนอะไร อย่างเช่น เราเคยเจออันนึงที่บอกว่าดูซีรีส์เพราะดูนักแสดง แสดงเท่านั้น ไม่ได้ดูเพราะผู้กำกับเลย เราก็แบบ…แต่หน้าที่ผู้กำกับคือ การทำอย่างไรก็ได้ให้นักแสดงออกมาดี (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าไร้สาระดี ตลกดี แต่ถ้าอย่างบางอันที่เป็นคอมเมนต์ติ ส่วนใหญ่เราจะอ่านเพื่อมาเก็บว่ามันจริงหรือไม่จริง ถ้ามันจริงอะไรที่แก้ได้เราเก็บไปแก้ อะไรที่แล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราก็ปล่อยมันไปมากกว่า”

The Plankton : จากผลงานล่าสุดซีรีส์เรื่องด้ายแดง (Until We Meet Again) กระแสดีมากจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ทุกอีพีที่ฉาย คิดว่าซีรีส์ด้ายแดงประสบความสำเร็จที่สุดของคุณนิวแล้วหรือยัง

  คุณนิว : “ถ้าจากตัวเรา เราคิดว่าประสบความสำเร็จมากกว่าที่คิด เพราะอย่างที่บอกว่าเราไม่เคยทำซีรีส์ที่ฉายทางออนไลน์อย่างเดียว ส่วนใหญ่จะลงช่องก่อนแล้วไปรีรันในออนไลน์ มันเปลี่ยนแนวคิดเราทุกอย่าง ตอนแรกเราคิดว่า คงมีคนดูสัก 30 ล้านวิวยอดรวม ตอนนี้ทะลุ 50 จะ 60 ล้านแล้วเฉพาะใน Line TV อย่างเดียว ไม่รวม Youtube รู้สึกแปลกดีที่ยังมีคนเปิดรับแนวอื่น ๆ ที่ไม่แค่หวาน จิ้น ฟิน แล้วจบ เพราะถ้าสังเกตซีรีส์วายทั่วไปที่คนดูอยากดู ไม่มีใครอยากดูแนวดราม่า ต่อให้เป็นซีรีส์ฟีลกู๊ดขึ้นมาแล้วมีดราม่าคนก็จะไม่อยากดูแล้ว แล้วพอมาเทียบกับด้ายแดงที่เป็นดราม่าล้วนทั้งเรื่อง แต่คนก็ยังเปิดรับ ก็แสดงว่าวิธีแนวคิดมันต้องเปลี่ยนไปจากเดิมประมาณนึง รวมถึงวิธีการโปรโมท วิธีการทำให้คนเปิดรับ ทำให้คนดูเจออะไรแปลกใหม่ พอทำแล้วมันได้ผล กระแสตอบรับโอเคเกินคาดมาก ๆ”

The Plankton : ในฐานะผู้กำกับช่วยฝากข้อความถึงคนที่มีความฝันที่อยากจะเป็นผู้กำกับเหมือนกับคุณนิวหน่อยค่ะ

   คุณนิว : “จริง ๆ ถ้าแค่อยากทำ ทำไปเลย ไม่ต้องไปกลัวผลลัพธ์ คือถ้าเรากลัว แล้วเราไม่ทำ เราก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์มันจะเป็นอย่างไร เคยได้ยินประโยคนี้ไม่ “ถ้าคุณชอบใครสักคน คุณแค่เดินไปบอกเขา จะสมหวังหรือไม่สมหวัง อย่างน้อยก็มีโอกาส 50 : 50 แต่ถ้าไม่บอกเลยก็คือ 0% นะ” ผลลัพธ์เป็นอย่างไรค่อยกลับมาตั้งหลักกันอีกทีว่าจะไปต่อดีไหม หรือว่าจะเปลี่ยนดี ทำในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกว่า ทำแล้วฉันชอบ ลองลุยให้สุดไปก่อน อย่าเพิ่งท้อเพราะว่าทุกอาชีพมันเหนื่อยหมดแหละ อยู่ที่ว่าเราจะอดทนและจะสู้ได้แค่ไหนมากกว่า”

   จบคำถามสุดท้ายเรารู้สึกว่า ‘นี่แหละไอดอลฉัน’ เราได้พูดคุยกันต่อนิดหน่อย แลกเปลี่ยนความคิด ความเห็นกันเป็นเวลาที่คุ้มค่ากับการรอคอยจริง ๆ  คุณนิวเป็นผู้กำกับที่มีความคิดที่แปลกกว่าผู้กำกับคนอื่น ๆ เช่น วิธีการเลือกนิยายมาทำเป็นซีรีส์ เราเอะใจว่าแค่ 1 หน้ากระดาษมันสามารถตัดสินใจได้เลยว่าเรื่องดีควรทำออกมาเป็นซีรีส์จริง ๆ แถมเราได้รู้ว่าผู้กำกับไม่ได้เป็นกันได้ง่าย ๆ แต่ถ้าหากมีฝันแล้วก็ลองทำตามดูสักครั้งไม่เสียหาย และจากการพัฒนาจากข้อติเตียนที่คุณนิวได้รับตลอดเสมอมา ในการกำกับซีรีส์แต่ละเรื่อง เราเชื่อว่าคุณนิวจะพัฒนาวงการซีรีส์วายของไทยให้ไปได้ไกลกว่านี้ได้แน่นอน

Visits: 504 | Today: 1 | Total: 46616