จาก “วิ่งเพื่อลืมเธอ” สู่ “ความหลงใหล” ในมาราธอน

  ความรักช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ยามสุขก็สามารถทำให้โลกทั้งใบงดงามและปลอดภัย ยามผิดหวังก็พร้อมจะพังโลกทั้งใบที่อยู่ตรงหน้าลง ในชีวิตหนึ่งเราจะมีเรื่องให้เสียใจอยู่เสมอแต่เราจะหาทางออกจากความเจ็บปวดนี้อย่างไร เราจะได้รับรู้มุมมองของ นาย- ภูรีพงศ์ สุนทรส ชายหนุ่มที่มีความผิดหวังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงและพลิกชีวิตของเขาสู่ประสบการณ์ใหม่ หลังจากเขาตัดสินใจสวมรองเท้าคู่หนึ่งออกไปวิ่ง

The Plankton : ในตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงตัดสินใจหยิบรองเท้าคู่หนึ่งเพื่อจะวิ่งหนีความผิดหวังในครั้งนั้น?

นาย : หลังจากอกหักในครั้งนั้นทุกอย่างก็ดาวน์ลงไปหมดเลยครับ ก็เลยมองหากิจกรรมที่จะทำให้เราลืมเขาบ้าง ปกติการเป็นคนชอบกีฬาอยู่แล้วครับ เลยเลือกที่จะวิ่ง พอได้ตัดสินใจไปวิ่งหนีออกจากความเสียใจครั้งนั้น มันทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น เพราะการได้อยู่กับตัวเอง ได้คุยกับความรู้สึกตัวเองที่อยู่ข้างใน ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้น และลมหายใจ ก็ทำให้ผมได้มีเวลาปรับทัศนคติหลายๆ อย่างแล้วรับรู้เข้าใจตัวเองและความจริงมากขึ้น ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องไปอยู่กับความเสียใจตรงนั้นนานๆ และมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเราด้วยครับ

The Plankton : จากการวิ่งแค่เพื่อจะได้ลืมอดีต เรามาจริงจังกับการวิ่งขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และมีการเตรียมตัวอย่างไร?

นาย : ผมเริ่มสนใจการวิ่งมาราธอนเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงแรกๆผมก็หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและก็ได้พบเจอกับนักวิ่งที่วิ่งเป็นประจำอยู่ที่ ม.ผมก็ถามสิ่งต่างๆที่อยากรู้เช่น ท่าวิ่งควรวิ่งยังไง การวอร์ม ท่าดิว ต้องทำอย่างไร ก็เริ่มจากการปูพื้นฐานต่างๆ เริ่มวิ่งจาก 2 กิโลฯ 3 กิโลฯ จนได้ 5 กิโลฯ ก็ลองไปลงรายการวิ่งดูก็รู้สึกชอบและติดใจอยากมางานอีก หลังจากกลับไปซ้อมจนสามารถวิ่งได้ถึง 10 กิโล ก็ตั้งเป้าไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอน หรือเท่ากับ 21 กิโลฯ พอมีความรู้มากขึ้นเราก็เอามาปรับใช้กับการซ้อมในเรื่องของ pace (อัตราความเร็วเฉลี่ยของการวิ่งที่วัดค่าเป็นนาทีต่อหนึ่งกิโลเมตร) และรอบขา

The Plankton : มีรางวัลไหนที่เรารู้สึกภาคภูมิใจในการแข่งขันวิ่งมาราธอน?

นาย : มีครับ เป็นงานวิ่งที่จัดโดยโตโยต้าที่พัทยา แต่ไม่เชิงเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่อะไรแต่เป็นการท้าทายตัวเองมากกว่า เป็นการวิ่งในระยะ Half Marathon ที่ถือได้ว่าเป็นการทำลายสถิติเวลาของตัวเอง จากเดิมเคยทำเวลาไว้ที่ 2 ชั่วโมง 2 นาที แต่ครั้งนั้นทำเวลาไว้ที่ 1 ชั่วโมง 57 นาที ด้วยระยะทาง 22 กิโลเมตร

The Plankton : ได้รับประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางสู่เส้นชัย?

นาย : ก็ได้รับประสบการณ์ที่ดีหลายอย่างครับ เราได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ในสังคมและความชอบที่เหมือนกัน พี่ๆ นักวิ่งคนอื่นบางทีก็มีเข้ามาชวนคุยบ้าง แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันไประหว่างที่พักเหนื่อย ทำให้ช่วยผ่อนคลายด้วยแถมยังได้เพื่อนใหม่เป็นอะไรที่สนุกมากๆ ครับ

The Plankton : เคยเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดระหว่างทางบ้างไหม?

นาย : ย้อนกลับไปในมาราธอนครั้งที่ 3 เมื่อ2ปีก่อน ที่งาน พัทยามาราธอน ในรายการนี้ผมลงระยะทาง 21.1 กิโลเมตร หรือ ฮาล์ฟมาราธอน ต้องบอกก่อนว่า 2 เดือนที่ผ่านมาผมมีเวลาซ้อมน้อยมากเพราะติดงานรับน้อง และมีอาการเจ็บเข่าช่วงซ้อม พอถึงวันจริงก็คิดในใจว่าจะวิ่งไปเรื่อยๆ ให้จบก็พอคงไม่ทำลายเวลาเก่าของตัวเองแต่ก็หวังให้ไม่เจ็บหนักกว่าเดิม แต่เมื่อถึงกิโลที่ 10 เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ผมมีอาการเจ็บที่หัวเข่ารุนแรง แต่ก็พยายามฝืนวิ่งต่อจนถึงกิโลเมตรที่ 11 ผมก็ต้องเดินยาวจนถึงกิโลเมตรที่ 21 เลย และนี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้ผมกลับมาคิดได้ว่าการซ้อมมีความสำคัญจริงๆ ถึงแม้เราจะเคยวิ่งจบมาแล้ว ก็ใช่ว่าครั้งต่อไปเราจะจบได้อีก

The Plankton : มีเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้ว่าอยากจะทำให้ได้หรือเปล่า?

นาย : มีแน่นอนครับ เป็นการวิ่งระดับโลกคืองาน บอสตัน มาราธอน มันคือความใฝ่ฝันของนักวิ่งหลายๆ คนที่อยากไปสัมผัสกับบรรยากาศงานวิ่งในรายการนั้นที่มีความโหดมากๆ ครับ และด้วยเพราะงานวิ่งที่เบอร์ลินเป็นที่ที่มีประวัติการแข่งขันวิ่งมาราธอนมายาวนานด้วย ผมเลยอยากมีโอกาสไปสักครั้ง

The Plankton : นักวิ่งคนไหนที่ยกย่องให้เขาเป็นต้นแบบหรือแรงบันดาลใจให้กับคุณ?

นาย : มีหลายคนแต่ถ้าเป็นคนที่ผมชื่นชอบ คือ Eliud Kipchoge (เอลีอุด คิปโชเก้) เขาเป็นนักวิ่งมาราธอนที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกและเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมาเขาเพิ่งทำสถิตินักวิ่งมาราธอนที่เร็วที่สุดในโลกด้วยเวลา 1:59:40 ชม.

The Plankton : ในมุมมองของคุณอะไรคือเสน่ห์ของกีฬาชนิดนี้?

นาย : ถ้าถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของมาราธอน ในมุมมองของผมมองว่าเสน่ห์ของมาราธอนอยู่ที่ว่าคุณมีวินัย และจริงจังกับการซ้อมขนานไหน เพราะ เมื่อคุณมีวินัยและเอาจริงเอาจังในการซ้อม ในวันที่คุณวิ่งมาราธอนจบสิ่งที่จะตอบแทนคุณก็คือ การที่คุณได้เป็น finisher หรือ คนที่ได้ชนะใจตัวเองและชนะกับสิ่งต่างๆมากมาย เช่น ความขี้เกียจในการซ้อม การที่อยากกินของที่อยากกินแต่บางทีก็ต้องอดใจ ฮ่าๆๆ นั่นคือ เสน่ห์ของมาราธอนนะผมว่า และคุณจะมองว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปได้ถ้าเราตั้งใจและเอาจริงเอาจังกับมัน

The Plankton : ถ้าเทียบความรักกับการวิ่งคุณคิดว่าเป็นในรูปแบบไหน?

นาย : ถ้าเทียบกับความรักในมุมมองของผม คือ การซื่อสัตย์ และในการวิ่งมักจะสะท้อนความซื่อสัตย์จากการซ้อม เพราะเมื่อคุณซื่อสัตย์ต่อการซ้อม แน่นอนมาราธอนก็จะมอบความสื่อสัตย์ให้กับคุณด้วยการที่คุณวิ่งจบ แบบที่ตั้งใจไว้ เหมือนกับความรับเมื่อเราทุ่มเทและใส่ใจผลที่ได้รับเราก็จะได้มาในรูปแบบที่เราทำไปครับ

Visits: 33 | Today: 0 | Total: 40823