งานของมวลมนุษยชาติที่ AI ไม่มีวันทดแทนได้ 100%

   ในปัจจุบันเมื่อเข้าสู่ยุคทองของเทคโนโลยีที่เรียกว่า AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ก้าวหน้าเพิ่มขึ้นทุกวัน จนทำให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับมนุษย์ ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิต การศึกษา และที่เด่นชัดที่สุดคือในเรื่องของการทำงาน ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการที่จะอยู่รอดของมนุษย์ ซึ่งในปัจจุบันงานบางอย่างก็เริ่มมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI ทดแทน อย่างเช่น พนักงานบัญชี พนักงานรับโทรศัพท์ พนักงานขับรถ เสมียนธุรการ และแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งโครงสร้างลักษณะงานเหล่านี้คือ 1.มีกฎเกณฑ์ชัดเจนตายตัว 2.เป็นงานที่ทำซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ AI ทำเก่งมากและทำได้เร็วมีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์

   จนทำให้ใครหลาย ๆ คนคงเริ่มกังวลแล้วว่าเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน จะเข้ามาแย่งงานแย่งอาชีพที่กำลังทำอยู่ หรือมีแนวโน้มว่าในอนาคตมนุษย์จะตกงาน เพราะเทคโนโลยี AI ที่จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานจนทำให้บางอาชีพต้องหายไปในไม่ช้า แต่อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน AI ก็ไม่ได้มีทักษะความสามารถที่จะทดแทนมนุษย์ได้ทุกอย่าง โดยยังมีงานและทักษะบางอย่างที่เป็นของมวลมนุษยชาติ ซึ่ง AI ไม่มีวันทดแทนได้ 100% และยังคงต้องพึ่งแรงงานจากมนุษย์อยู่

   ศิลปินงานด้านศิลปะ เช่น จิตรกร นักออกแบบผลิตภัณฑ์ ประติมากกรรม ทัศนศิลป์ เป็นต้น โดยอาชีพเหล่านี้ต้องอาศัยความสามารถทักษะความคิดสร้างสรรค์สูง ซึ่งต้องจินตนาการในการร่างแบบงาน มีเทคนิคของการใช้สีและทักษะประสาทสัมผัสน้ำหนักมือในการลงสี หรือการปั้นให้เป็นรูปร่างอย่างละเอียด และทักษะด้านอารมณ์ความรู้สึกในการที่จะสื่อความหมายผ่านงานศิลปะเพื่อรังสรรค์ผลงานออกมา นอกจากนั้นยังต้องใช้ทักษะทางสังคมเพื่อพูดคุยงานตามความต้องการของลูกค้า

   ซึ่ง 3 ทักษะที่กล่าวมาข้างต้นไม่ว่าจะเป็น ทักษะความคิดสร้างสรรค์ที่ AI ไม่สามารถที่จะคิดสร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมาได้ ส่วนใหญ่ AI จะใช้การคิดที่เป็นระบบของเหตุและผล ส่วนทักษะประสาทสัมผัส AI ไม่สามารถวางน้ำหนักมือในการลงสีและปั้นประติมากรรมได้ และทักษะทางสังคมเชื่อเลยว่าถ้าให้ AI สื่อสารกับลูกค้าคงเป็นการสื่อสารที่ค่อนข้างไร้อารมณ์และความรู้สึก นอกจากนั้นความรู้สึกในการพูดคุยทำให้ไม่สามารถเจรจาโน้มน้าวหรือขายงานศิลปะได้ และยังรวมไปถึงการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกลงไปในงานศิลปะที่ AI ไม่สามารถทำได้อีกเช่นกัน

   แพทย์แผนไทย ในสายอาชีพนี้จะต้องเข้าใจในเรื่องของสรีระร่างกายของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า Anatomy ในการที่จะนวดเพื่อรักษาบรรเทาอาการของผู้ป่วยให้ถูกจุดของการรักษา และที่สำคัญคือเรื่องทักษะประสาทสัมผัสน้ำหนักมือในการที่จะกด การคลึง การบีบ การดัด และการดึง ให้กับคนไข้ โดยทักษะนี้จะต้องมีความละเอียดมากในการลงน้ำหนักมือ โดยปกติแล้ว AI ไม่มีความละเอียด และไม่สามารถที่จะวางน้ำหนักมือในการนวดรักษาให้กับคนไข้ได้ ถ้าเกิดมีการลงน้ำหนักมือพลาดอาจจะทำให้ถึงขั้นที่คนไข้สามารถพิการได้ 

   นักจิตวิทยาและนักบำบัด เป็นอาชีพที่ต้องมีการสื่อสารกับคนไข้ที่มีภาวะเครียดซึมเศร้า หรือมีปัญหาทางสุขภาพจิตโดยตรง ซึ่งการสื่อสารนี้จะต้องใช้ทักษะความฉลาดทางสังคมที่มีความละเอียดอ่อนในการซักถาม การรับฟังเพื่อให้ได้ข้อมูล และการสื่อสารเพื่อสร้างความไว้วางใจความจริงใจ เพื่อที่จะให้คนไข้เกิดความเชื่อมั่นและเล่าเรื่องราวที่เขาประสบปัญหาให้ฟัง นอกจากนั้นยังต้องรับรู้ความรู้สึกและเข้าใจจิตใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอีกด้วย ซึ่งหุ่นยนต์ AI ไม่มีทักษะความฉลาดทางสังคม และไม่สามารถที่จะเข้าใจจิตใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ จึงเป็นเหตุผลที่ยังต้องใช้นักจิตวิทยาที่เป็นมนุษย์ด้วยกันในการรักษาคนไข้อยู่

   ผู้พิพากษา การทำงานในอาชีพนี้หัวใจหลักก็คือการรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม เพราะมีผลกระทบโดยตรงกับชีวิตของมนุษย์อย่างมาก เพราะทุก ๆ การตัดสินใจในแต่ละครั้งไม่ได้ไต่สวนจากหลักฐานหรือเหตุผลเท่านั้น แต่จะต้องอาศัยการอ่านอารมณ์ของคนอีกด้วย และแน่นอนว่าหุ่นยนต์ไม่สามารถที่จะมีความเข้าใจเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ได้ อีกทั้งผู้ต้องหาคงไม่พอใจหากถูกตัดสินโทษจากผู้พิพากษา AI ที่ตัดสินโดยไร้ความเห็นใจ และไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่แท้จริง

   แต่ในปัจจุบันหนังสือ Weapons of Math Destruction โดย เคธี โอนีล (Cathy O’Neil) พูดถึงพิษภัย AI เมื่อถูกใช้ในการปกครองมนุษย์ ประเทศสหรัฐอเมริกามีการนำเทคโนโลยี AI ที่เป็นระบบ COMPAS ซึ่งผู้พิพากษาในสหรัฐฯนำมาใช้ในการพิจารณาคดี เพื่อดูว่าจำเลยมีโอกาสกระทำความผิดซ้ำหรือไม่ ระบบจะคำนวณจากสถิติของคนที่เหมือนกัน เช่น จำเลยเป็นคนผิวดำอาศัยอยู่ในย่านที่ยากจน หรือมีญาติเคยกระทำความผิดเหมือนกัน การคำนวณแบบนี้คือการทำซ้ำประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาคนผิวดำอาจมีเปอร์เซ็นต์ของการกระทำความผิดมากกว่าคนผิวขาว แต่ไม่ได้แปลว่าจำเลยตรงหน้าจะเป็นคนแบบนั้น ดังนั้นทำไมสิ่งที่อยู่ในประวัติศาสตร์จะต้องถูกใช้เพื่อกำหนดชะตากรรมของคนผิวดำ ซึ่งในทางกฎหมายการนำ AI มาใช้ในการตัดสินชีวิตของคนยังไม่สามารถเป็นไปได้ ยังไงก็ต้องใช้มนุษย์ในการพิจารณาตัดสินคดีอยู่ดี

   เชฟ เป็นอาชีพของคนรักในการทำอาหารที่ต้องใช้ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ในการรังสรรค์เมนูใหม่ ๆ ออกมาให้กับลูกค้าเสมอ นอกจากนั้นยังยังต้องใช้ทักษะในการตกแต่งจานอาหารออกมาให้น่ารับประทาน เพื่อดึงดูดใจและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งคุณสมบัติของคนประกอบอาชีพนี้ AI ไม่สามารถที่จะมีทักษะความคิดสร้างสรรค์ ที่จะคิดเมนูใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือตกแต่งจานอาหารออกมาให้สวยงามและน่ารับประทานได้ นอกจากนั้น AI ไม่สามารถที่จะมีความละเอียดทางประสาทสัมผัส ในการที่จะรับรสชิมอาหารที่ตนเองทำ และตัดสินใจได้ว่าอาหารนั้นควรจะปรุงเพิ่มหรือจะเสิร์ฟลูกค้าหรือไม่ อาชีพเชฟก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่จะต้องพึ่งเชฟที่เป็นมนุษย์อยู่

   ศัลยแพทย์หรือหมอผ่าตัด ในสายอาชีพนี้ทางวงการแพทย์เริ่มนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือการใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดในแวดวงการแพทย์ โดยหุ่นยนต์นั้นสามารถทำงานร่วมกับทีมศัลยแพทย์ไม่ว่าจะเป็นรอยแผลที่เกิดจากการผ่าตัด โดยหุ่นยนต์มีขนาดเล็กทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หรือทีมศัลยแพทย์สามารถมองเห็นบริเวณที่ผ่าตัดได้อย่างชัดเจนในตำแหน่งที่แม่นยำ แต่ถึงยังไงก็ตามการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ผู้ช่วยไม่สามารถผ่าตัด หรือทำหัตถการในกรณีที่เป็นการผ่าตัดซับซ้อนในอวัยวะที่สำคัญ เช่น การผ่าตัดในทรวงอกหรือเส้นเลือดสมอง ที่ยังคงต้องการทักษะความชำนาญเฉพาะของศัลยแพทย์อยู่ เพราะหุ่นยนต์ AI ไม่สามารถที่จะทำงานในลักษณะที่ใช้ทักษะการคิดซับซ้อนได้         

   อาชีพศัลยแพทย์มักจะต้องพบเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องมีการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือคนไข้ให้มีความปลอดภัยและรวดเร็วมากที่สุด ในทักษะการตัดสินใจของหุ่นยนต์ AI ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ดีเท่าศัลยแพทย์ที่เป็นคน ที่สำคัญทักษะการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม ที่แพทย์จะต้องมีการสื่อสารกับผู้ช่วยตลอดเวลาในระหว่างทำการผ่าตัด การสื่อสารที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการทำงาน เพราะการผ่าตัดในแต่ละครั้งจะต้องใช้การสื่ออย่างมากระหว่างผู้ช่วยกับแพทย์ ซึ่งทักษะทางด้านสังคมในเรื่องการสื่อสาร AI ก็ยังไม่สามารถที่จะทำได้ดีเท่ากับมนุษย์ ในกรณีของอาชีพนี้ AI ทำได้พียงแค่เป็นผู้ช่วยได้แต่ไม่สามารถแทนอาชีพศัลยแพทย์ได้ 100%  สุดท้ายแล้วชีวิตของมนุษย์ยังคงจะต้องฝากไว้กับศัลยแพทย์ที่เป็นมนุษย์ด้วยกันอยู่ดี

   คุณครูปฐมวัย แม้สื่อการเรียนการสอนในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมในการเรียนรู้มากขึ้น แต่อาชีพนี้ก็ยังต้องการทักษะทางสังคมเพื่อมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและเด็กนักเรียน โดยเฉพาะกับเด็กปฐมวัยที่อยู่ในช่วงของวัยที่กำลังซึมซับจากผู้ที่เป็นแบบอย่าง และจะต้องมีความละเอียดอ่อนในการสื่อสารด้วยคำพูดและกิริยาท่าทางที่นุ่มนวล อ่อนโยน แสดงความรักและความอบอุ่น จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่อาชีพครูด้านปฐมวัยไม่สามารถที่จะใช้หุ่นยนต์ AI เข้ามาทำงานแทนได้ เนื่องจากหุ่นยนต์ไม่มีทักษะทางสังคม และไม่มีความรู้สึกที่จะเข้าใจจิตใจของเด็กวัยปฐมวัยเหมือนกับมนุษย์ได้  ดังนั้นอาชีพนี้จึงไม่สามารถถูกแทนที่ได้ด้วยหุ่นยนต์ AI

              อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัจจุบันหุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในโลกการทำงานมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าหุ่นยนต์จะสามารถทำงานแทนมนุษย์เราได้ทั้งหมด เพราะมีทักษะอีกหลายอย่างที่เทคโนโลยีและ AI ยังไม่สามารถทำได้ดีในระดับเทียบเท่า แม้การพัฒนาของเทคโนโลยีหรือ AI จะมีความก้าวหน้ามากขึ้นก็ตาม ซึ่งนักวิจัยมหาวิทยาลัย Oxford พบว่า ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ยังมีงานที่ต้องอาศัยทักษะ 3 ทักษะสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังเหนือกว่าหุ่นยนต์ในโลกของการทำงาน ก็คืองานที่ใช้ทักษะความคิดสร้างสรรค์ งานที่ใช้ทักษะความฉลาดทางสังคม และงานที่ใช้ความละเอียดประสาทสัมผัสและการมองเห็น

           ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะที่เกิดจากการเรียนรู้โดยธรรมชาติของมนุษย์เป็นทุนเดิม ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของมนุษย์อย่างเรา ซึ่งอาชีพที่เรายกตัวอย่างมาข้างต้นล้วนใช้ทักษะ 3 ทักษะนี้เข้ามาเกี่ยวข้องเกือบทั้งหมด ฉะนั้นมนุษย์ที่ประกอบอาชีพที่อาศัยทักษะทั้ง 3 ทักษะจะสามารถอยู่ต่อไปได้โดยที่ไม่โดนแทนที่ด้วย AI

Visits: 98 | Today: 0 | Total: 40831