ของขวัญ

  ‘น้องแทนโฟโต้ ร้านถ่ายรูป อัดรูป ถ่ายเอกสาร’

  ผมไม่แน่ใจนักว่าร้านนี้เปิดมากี่ปีแล้ว แต่การที่มีชื่อผมอยู่ในป้ายหน้าร้านก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าร้านนี้คงเปิดมาตั้งแต่ผมเกิดโดยพ่อแม่ของผมเอง ตอนเด็ก ๆ ผมคิดว่าการที่ร้านมีชื่อผมมันก็คงเท่ดี แต่เมื่อโตขึ้นก็ทำให้รู้ว่าชื่อร้านมันเชยมากแค่ไหน

        ชีวิตของผมไม่มีอะไรหวือหวา เรียกได้ว่าเรียบง่ายจนน่าเบื่อ ผมอาศัยอยู่กับแม่เพียงสองคนตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย สาเหตุเพราะพ่อด่วนจากไปด้วยโรคมะเร็ง แต่ถึงแบบนั้นชีวิตก็ยังดำเนินต่อไปไม่มีอะไรเปลี่ยน

        สมัยมัธยมผมมีเพื่อนไม่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะตัวผมเองที่ชอบขลุกอยู่แต่กับหนังสือการ์ตูน เพื่อนหลายคนพยายามชวนให้ผมออกไปเจอสิ่งแปลกใหม่เหมือนกับพวกเขาบ้าง แต่ผมก็ยังยืนยันที่จะอยู่กับร้านถ่ายรูปเก่า ๆ และหนังสือการ์ตูนเล่มโปรด

  จนพอรู้สึกตัวอีกที คนรอบข้างก็ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว…

        ก็มันไม่มีความจำเป็นต้องออกไปเจออะไรใหม่ ๆ นี่ มีเพื่อนสำหรับทำงานกลุ่มก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ ผมไม่ชอบการเข้าสังคมมันน่าเบื่อและเดาทางได้ยาก ดังนั้นการที่มีแม่อยู่ข้าง ๆ และมีร้านชื่อเชย ๆ เป็นส่วนประกอบของชีวิตก็เพียงพอสำหรับผมแล้ว

        พอขึ้นมหาวิทยาลัยผมก็ย้ายไปเรียนที่ต่างจังหวัด ได้ลองไปทางศิลปะที่ตนเองชอบ ในขณะนั้นผมได้เพื่อนที่นิสัยต่างจากผมราวฟ้ากับเหวมาหนึ่งคน มันชื่อปราบ เป็นคนเฮฮาและมีเพื่อนเยอะต่างจากผมมาก แน่นอนมันเป็นคนชอบสังสรรค์ดังนั้นเวลาสอบเสร็จมันก็มักจะชวนผมไปกินเลี้ยงด้วยเสมอ

        “ไปกินด้วยกันไหม ไม่กินเหล้าก็ได้ ไปนั่งคุยเฉยๆ เขาไปกันเยอะแยะ ไปเถอะมึง นะ กูขอ”

        ผมมองเพื่อนรักตัวดีที่กำลังอ้อนวอนด้วยสีหน้าขอร้องแกมแอบบังคับ ผมไม่เห็นว่าการกินเหล้าจะส่งผลดีอะไร และไม่รู้ด้วยว่าจะไปนั่งกับเพื่อนของปราบโดยไม่เงียบด้วยวิธีไหน ผมชวนคุยไม่เก่ง ดังนั้นผมถึงทำท่าทีคิดนิดหน่อยเพื่อไม่อยากให้เสียน้ำใจมัน

        “มึงไปเถอะ กูมีอะไรต้องทำอีกเยอะเลยว่ะ”

  ใช่ครับ…มันเป็นคำโกหก และหลังจากนั้นผมเองก็กลับหอพักโดยไม่ได้ทำอะไรเลยอย่างที่อ้างไว้

  ผมกลับมาอยู่บ้านกับแม่หลังเรียนจบ แม่ถามไถ่ถึงเรื่องทั่วไป เช่นจะบวชเมื่อไหร่ จะมีแฟนตอนไหน ผมว่าผมยังไม่พร้อมสักอย่างตอนนี้จึงไม่มีคำตอบให้ท่าน

  เวลาผ่านไปราวสามสี่ปี ชีวิตของผมเริ่มกลับมาเป็นโลกใบเดิมอีกครั้ง มีร้านเล็ก ๆ ชื่อเชย ๆ และหนังสือการ์ตูนอย่างที่ผมชอบ ไม่มีอะไรเปลี่ยน ผมไม่ได้บวชให้แม่ ไม่เคยมีแฟนจนอายุปูนนี้ ดูแลกิจการและดูแลแม่เป็นโปรแกรมที่ผมตั้งไว้ให้ตัวเอง ซึ่งผมก็ทำมันได้ดี

        แต่ในบ่ายวันหนึ่ง วันที่ธรรมดาเหมือนทุกวัน ผมได้ยินเสียงรถที่ขับผ่านหน้าบ้านชนเข้ากับอะไรสักอย่าง มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่เมื่อผมลองไปดูจุดที่มีรถชนผมก็ต้องผงะเมื่อพบว่ามันไม่ใช่เหตุชนกันอย่างทุกทีแต่มันเป็นการชนแล้วหนีและรถคันนั้น…

  ชนแม่ของผม…

  เหมือนสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายในชีวิตผมพังลงไปต่อหน้าต่อตา วินาทีนั้นผมหวังเพียงให้แม่ไม่เป็นอะไรมาก แต่เมื่อมีความหวังย่อมมีความผิดหวังตามมาเสมอ ผมหวังมากเกินไป…

  แม่ผมจากไป แม้จะโกรธรถคันนั้น แม้จะเศร้าที่แม่จากไป เหนือสิ่งอื่นใด โลกใบเล็กของผมไม่มีแม่แล้ว

  ชีวิตของผมยังคงดำเนินต่อไป ผมยังเป็นแทนคนเดิม อยู่กับร้านอัดรูปเหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมเห็นจะเป็นความเงียบที่ชัดเจนกว่าเก่าในร้านของตัวเอง

  ”สวัสดีค่ะ” เสียงหวานใสของใครบางคนดังขึ้น ในขณะที่ผมยังคงจดจ่ออยู่กับความคิดในห้วงของตัวเอง “ร้านยังเปิดอยู่ไหมคะ”

         ผมเงยหน้ามองเจ้าของเสียงดังกล่าว ประตูร้านถูกเปิดออกพร้อมกับผู้หญิงหน้าน่ารักคนหนึ่ง เธอสวมหมวกไหมพรมสีขาวเข้ากับสีเสื้อเชิ้ตของเธอ ใบหน้าปราศจากเครื่องสำอาง เธอดูสดใสด้วยรอยยิ้มธรรมชาติของเธอ

        “ครับ เปิดอยู่ครับ” ผมรีบวางหนังสือการ์ตูนของตัวเองลง เพื่อต้อนรับลูกค้าที่กำลังเดินตรงเข้ามา

        “พอดีมาอัดรูปน่ะค่ะ” เธอหยิบแฟลชไดร์ฟออกจากกระเป๋าแล้วส่งให้ผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

  เธอดูสดใสอย่างบอกไม่ถูก ร้านของผมจากที่มันหม่นหมองกลับดูมีสีสันขึ้นมาทันที

        “อัดกี่ใบครับ”

        “น่าจะหลายร้อยใบเลยค่ะ พอดีถ่ายไว้เยอะมาก”

        “งั้น…อาจจะสักสองสามวันนะครับ”

        “ได้ค่ะ ไม่รีบ”

        เธอพยักหน้าพลางส่งรอยยิ้มตรงมาที่ผม ไม่บ่อยครั้งนักที่ลูกค้าจะยิ้มแย้มเป็นมิตรให้กับผมได้ขนาดนี้ แถมมันยังเป็นยิ้มที่ผมไม่ค่อยพบเจอจากที่ไหนซะด้วยสิ

        “ถ้าอย่างนั้น จะให้ผมส่งไปรษณีย์ให้ไหมครับ หรือจะมารับเอง”

        “ยังไม่แน่ใจเลยค่ะ เดี๋ยวยังไงจะติดต่อไปนะคะ”

         ผมรีบเร่งค้นนามบัตรในลิ้นชักก่อนจะรีบยื่นมันเพื่อให้เธอติดต่อกลับในทันที    

        “งั้นผมขอชื่อ เบอร์โทร และที่อยู่คุณไว้ก่อนนะครับ”

        ว่าเสร็จผมก็หยิบกระดาษและปากกาให้เธอเขียน ไม่นานเธอก็บอกลาและเดินออกไป ใจผมยังเต้นแรงไม่หยุดรู้สึกได้เลยว่าผมแปลกไป

        ปกติผมคงไม่เชื่ออะไรแบบนี้ แต่ลึก ๆ แล้ว… ผมคิดว่าผมตกหลุมรักเธอ

        ผมลงมืออัดรูปอย่างไม่รอช้า เพราะนาน ๆ จะมีลูกค้าเข้ามาในร้าน

  ในขณะที่อัดรูปอยู่ ความรู้สึกมากมายไหลทะลักเข้ามาในจิตใจผมอยู่เรื่อยๆ ผมมองภาพถ่ายทีละใบที่อัดออกมา มันเป็นความรู้สึกดีที่ดูมีอะไรไปมากกว่ารูปถ่าย ทั้งหมดนี่คือความทรงจำ รูปจำนวนมากไม่ได้มีแค่เธอในนั้น แต่ยังมีผู้หญิงค่อนข้างมีอายุคนหนึ่งซึ่งผมเดาเอาเองว่าคงเป็นแม่ของเธอ นั่นยิ่งทำให้ใจของผมรู้สึกผิดขึ้นมา เมื่อคิดได้ว่าผมไม่เคยพาแม่ไปที่ไหนแบบในรูปพวกนี้เลย

  เธอพาแม่ไปหลายๆ ที่ วัดบ้าง สถานที่ท่องเที่ยวบ้าง บางครั้งผมก็เคยได้ยินแม่ตัวเองเปรยๆ ว่าอยากเข้าวัดทำบุญ แต่เพราะวัดมันไกลจากพื้นที่ที่ผมอยู่ และด้วยความที่ผมไม่ชอบออกไปไหน ทำให้ผมผลัดแม่ไปเรื่อยๆ จนไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว รอยยิ้มผู้เป็นแม่ในรูปถ่ายหลายใบดูมีความสุขเสียผมเผลอคิดตามว่าหากผมได้ลองใช้ชีวิตแบบนั้นบ้างมันจะเป็นอย่างไร

  เมื่อผมได้มองรูปเธอชัด ๆ มันยิ่งทำให้ผมได้รู้ว่าเธอเป็นคนที่มีเสน่ห์มากทีเดียว เธอมีรอยยิ้มแทบจะตลอดเวลาและนั่นทำให้ผมยิ้มตามอย่างว่าง่าย

       หลายวันผ่านไปเธอไม่ติดต่อผมกลับมา ผมเลยพยายามติดต่อหาเธออยู่หลายครั้ง แต่ปลายสายไม่เคยรับโทรศัพท์แม้แต่ครั้งเดียวจนผมล้มเลิกว่าเธอจะมารับมันด้วยตนเอง และทางเดียวที่รูปถ่ายพวกนี้จะถึงมือเธอคงต้องหวังพึ่งไปรษณีย์เพียงอย่างเดียว

        ที่อยู่ที่เธอให้ไว้คือ เชียงใหม่ เช่นเดียวกับรูปที่เธอให้ผมอัด ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผมมั่นใจว่าคงเคยได้ยินแค่ชื่อ เพราะไม่มีสักครั้งที่ผมจะออกไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ โลกของผมมีเพียงร้านอัดรูปและหนังสือการ์ตูน

        ชั่วนาทีหนึ่งผมถึงคิดได้ว่า ในเมื่อผมติดต่อเธอไม่ได้ และไม่อยากให้เรื่องของเราจบลงแค่การพบกันเพียงครั้งเดียว เห็นทีคงมีเพียงทางสุดท้ายคือการนำรูปนี้ส่งให้ถึงมือเธอด้วยตนเอง

  แต่เรื่องของเธอก็ถูกพักไว้ ในขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรดี โทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชื่อของเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยเรียกให้ผมกดรับสายนั้น

        “ว่าไงไอ้ปราบ”

        “สบายดีมั้ย วันนี้กูแวะมาแถว ๆ บ้านมึง ไปกินเหล้าที่บ้านมึงได้ไหม พวกเพื่อน ๆ มึงมากันเต็มเลยนะ”

        ปลายสายทักผมอย่างที่เคย ก่อนจะชวนไปที่ที่เดิมที่ผมปฏิเสธมันไปก็หลายรอบ  ลึก ๆ แล้วผมก็อดคิดถึงมันไม่ได้เช่นกัน ไม่ได้เจอกันตั้งแต่เรียนจบ ผมเองก็รีบมาช่วยแม่ทำงาน จนป่านนี้แล้วเพิ่งจะเคยกลับติดต่อกัน

        ผมกำลังจะบอกปฏิเสธเหมือนทุกที แต่ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผมควรจะปรึกษาเรื่องเธอคนนั้นกับใครสักคนดังนั้นแทนที่จะปฏิเสธผมจึงตอบตกลงไป

        “มึงจะมาก็มา จะปิดร้านรอตอนสองทุ่มครึ่งนะ จะกินอะไรมึงก็เอามาเองแล้วกัน”

       ระหว่างวันก็มีลูกค้าแวะเวียนมาไม่มากเท่าไหร่นัก ไม่ถึงสองทุ่มครึ่ง เพื่อน ๆ อีกห้าหกคนก็มาถึงร้าน เอาเหล้าเบียร์มากันเต็มไม้เต็มมือ เราจัดแจงตั้งวงกันในร้าน จะได้ไม่เสียงดังรบกวนบ้านข้างเคียง

       ผมไม่ค่อยชวนใครคุยนักเหมือนเคย ปราบดูเฮฮากับเพื่อน แก้วของผมมีเบียร์เหลืออยู่ก้นแก้วนิดหน่อย และผมเองก็ดูเหมือนจะเมาแล้ว

        “ปราบ ถ้ามึงชอบผู้หญิงคนหนึ่งแต่จะไม่ได้เจอเขาแล้วจะทำยังไงวะ”

        ผมถามเสียงอ้อแอ้หลังจากดื่มไปได้ไม่เยอะเท่าไหร่นัก มึนหัวชะมัด แต่ก็พยายามทรงตัวให้ไหวเพื่อรอคำตอบดีๆ จากเพื่อนรัก

        “ก็ตัดใจ จะไม่ได้เจอกันแล้วนี่หว่า”

        “แต่เขาอยู่เชียงใหม่เองนะ”

        “อย่างนั้นทำไมไม่ไปหาที่เชียงใหม่เลยล่ะ มึงเคยได้ยินปะ รักระยะไกลหัวใจบอกไหวก็ต้องไหว ถือคติ เชียงใหม่ก็แค่หน้าปากซอยอะ”

        ปราบพูดแล้วกระดกแก้วอีกครั้ง ก่อนจะหันมาชูนิ้วโป้งสนับสนุนคำพูดของตัวเองนั่นทำให้ผมเริ่มคิด

  “นั่นสินะ”

        “ถ้ามึงชอบเขาก็อยากให้ไปหานะ ถือว่าไปเที่ยวด้วย มึงยังไม่เคยเที่ยวไหนไกล ๆ เลยใช่ไหม เคยขึ้นรถไฟหรือยัง ไปสิ ลองไปเที่ยวดู ประสบการณ์เลยนะโว้ย ครั้งหนึ่งในชีวิต เดี๋ยวมึงจะติดใจ”

        และคำพูดนั้นยิ่งทำให้ผมฮึกเหิม ผมคุยกับพวกมันจนเกือบ ๆ เที่ยงคืนก่อนจะจัดแจงที่นอนให้มันนอนในห้องที่มีไว้รับแขก

        คืนนั้นเองที่ผมเริ่มเก็บกระเป๋าในทันที วางแผนการเดินทางด้วยสติสัมปชัญญะที่ไม่เต็มร้อยเท่าไหร่นักจากฤทธิ์แอลกอฮอล์

        เมื่อตื่นเช้ามาผมก็ต้องงุนงงว่าทำไมผมจะต้องเก็บกระเป๋าเตรียมตัวไปเชียงใหม่ แต่แล้วก็นึกถึงเรื่องเมื่อคืนทำให้ผมคิดขึ้นได้ว่าผมควรจะไปหาเธอ

        แต่อีกใจหนึ่งก็ขัดแย้งขึ้นมาว่าไม่มีอะไรจะรับประกันได้ว่าเธอจะอยู่ที่บ้าน ผมอาจจะไปแล้วไม่เจอเธอเลยก็ได้ดังนั้นผมถึงเริ่มเอาข้าวของที่เก็บลงกระเป๋าไปแล้วเก็บเข้าตู้ดังเดิม

        ในขณะที่เก็บของเหล่านั้นผมก็คิดขึ้นได้ว่าบางทีผมควรจะลองเสี่ยงดู ไม่ใช่เพื่อเธอไม่ใช่เพราะคำแนะนำของไอปราบ

  แต่เพื่อตัวผมเอง

         ก่อนเพื่อนจะแยกย้ายกันกลับ ผมกล่าวร่ำลากับทุกคน พร้อมทั้งตบไหล่ขอบคุณไอปราบถึงเรื่องที่พูดคุยกันเมื่อคืน แต่มันก็ทำท่าทางงง ๆ เหมือนลืมสิ่งที่พูดกันไปเมื่อคืน พร้อมยกนิ้วโป้งเหมือนเดิมตามสไตล์มัน

        นี่เป็นการก้าวออกจากร้านน้องแทนโฟโต้เป็นครั้งแรก ผมเก็บกระเป๋า พร้อมทั้งเตรียมของไปอย่างละนิดละหน่อย และของที่ไม่ลืมที่จะเตรียมไปคืออัลบั้มรูปของเธอ พร้อมกระดาษที่อยู่ที่เธอให้มาเป็นสิ่งสุดท้าย

  ผมกำชับสายกระเป๋าสะพายตัวเองแน่น ก่อนจะมุ่งมั่นออกไปยังโลกกว้างที่ผมไม่เคยคิดที่จะเผชิญมัน ผมตีตั๋วรถไฟจากกรุงเทพไปถึงเชียงใหม่ตามที่อยู่ของเธอ หวังให้การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่คุ้มค่า

        นี่เป็นครั้งแรกที่ผมนั่งรถไฟเพิ่งมารู้เอาทีหลังว่ามีรถไฟปรับอากาศ แต่ผมซื้อตั๋วพัดลมมาแล้ว ดังนั้นระหว่างเดินทางมันถึงร้อนมากมาเย็นเอาหลังหกโมงนี่เอง ลมพัดเย็นสบายแต่ก็ทำเอาเสื้อผมหมองเพราะฝุ่นที่พัดมาจากสองข้างทาง

        การเดินทางไม่ลำบากเท่าที่คิด แม้จะไม่สบายตัวจากการนั่งติดต่อกันหลายชั่วโมง แต่ระหว่างทางก็มีทั้งน้ำและอาหารขายไม่ขาดสาย พอลงจากรถไฟได้ก็แวะพักผ่อนโรงแรมที่ได้จองไว้เมื่อเช้านี้

        หลังจากอาบน้ำจนไร้กลิ่นรถไฟติดตัว ผมก็ตะลอนไปทั่วตลาดนัดที่เปิดตอนเย็นในบริเวณใกล้ๆ ซึ่งมีคุณป้าแม่บ้านได้แอบแนะนำผมก่อนที่ผมจะเข้าห้อง

  ระหว่างทางผมบังเอิญไปเจอกับเกสต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งที่คุ้น ๆ ว่าเคยเห็นในรูปที่อัดให้เธอก่อนจะถามพนักงานหน้าเคาน์เตอร์

        “ขอโทษนะครับ เคยเห็นผู้หญิงคนนี้บ้างหรือเปล่า” เธอเหลียวมามองก่อนจะตอบผมด้วยภาษาเหนือ

  ”อ๋อ น้องของขวัญ เปิ้นมาพักเลิงเจ้า แต่บ่าเห็นมาสักกำแล้ว” (อ๋อ น้องของขวัญ เขามาพักบ่อยค่ะ แต่ไม่เห็นมาสักพักแล้ว)

         “แล้ว พอจะรู้จักอำเภอนี้มั้ยครับ ต้องไปต่อยังไง” ผมถามถึงอำเภอที่เป็นที่อยู่ของเธอ

         ภาษาเหนือดูฟังยากแต่มีเสน่ห์แปลกๆ แม้จะไม่เข้าใจมากนัก แต่ก็พอจับทางได้ว่าคำๆ นี้แปลว่าอะไร

        “อันนี้ต้องอู้กับรถแดงเน้อ ปี้อยู่อีกอำเภอ ฮู้บ่านัก” (อันนี้ต้องถามรถแดงนะ พี่อยู่อีกอำเภอ รู้ไม่เยอะเท่าไหร่)

        ผมขอบคุณพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ก่อนออกมา ได้เห็นสถานที่ที่เธอเคยมาแล้วก็เหมือนเติมเต็มบางอย่างให้หัวใจ ว่าผมได้นำพาตัวเองเข้ามาใกล้เธออีกขั้นแล้ว

        เมืองเชียงใหม่มีแต่เรื่องสนุก คืนแรกผมเจอผู้คนมากมาย พ่อค้าแม่ค้าขายของหลายอย่างที่ผมไม่รู้จัก ทั้งของฝาก ของกิน ของพื้นเมืองที่ดูแปลกตา จนรู้ตัวอีกทีสองมือของผมก็เต็มไปด้วยของมากมาย ท้องเองก็อัดแน่นไปด้วยอาหารแปลกใหม่หลายอย่าง

        ผมเพิ่งรู้ว่าน้ำพริกหนุ่มกับแคบหมูของขึ้นชื่อที่นี่อร่อยมาก ไหนจะข้าวซอยอีก ที่กรุงเทพฯ ไม่อร่อยเท่าที่นี่จนผมอยากอยู่ฝากท้องไปอีกหลาย ๆ มื้อแต่ติดที่ผมคงอยู่ที่นี่นานมากไม่ได้

        เช้ามาผมก็จัดการอาบน้ำแต่งตัว จะขึ้นรถแดงอย่างที่ได้รับคำแนะนำมา แต่ก็มีเรื่องให้ผมต้องปวดหัวตั้งแต่เช้าจนได้

        เคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับรถแดงในตัวจังหวัดเชียงใหม่ว่าบางคันก็โก่งราคา และผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่ถูกโก่งราคา ก่อนขึ้นรถ ลุงคนขับบอกเองว่าถ้าผมเหมาสี่ร้อยบาทจะพาไปส่ง แต่ระหว่างทางก็ยังรับคนขึ้นรถมาด้วยจนผมต้องมีปากเสียงกัน

        ใช่ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมทะเลาะกับใครสักคน ผมหลีกเลี่ยงการทะเลาะมาตลอด แต่ผมก็ทนไม่ได้ที่จะถูกเอาเปรียบเช่นกันดังนั้นแท้ที่จะอยู่เฉยเหมือนครั้งที่แล้ว ๆ มา ผมถึงกล้าที่จะมีปากเสียงเพื่อความถูกต้อง มันอาจจะไม่ใช่การโหวกเหวก แต่ผมก็เป็นคนกล้าทวงเงินที่ผมควรได้รับคืน

        สุดท้ายแล้วชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็พากันมาห้ามไว้ ก่อนที่เรื่องราวจะใหญ่โตลุกลามมากกว่าการทวงเงิน ลุงคนขับยอมจ่ายเงินคืนให้กับผมหลังจากตะคอกใส่ผมจนเสียงแหบเพราะทนแรงกดดันจากชาวบ้านรอบข้างไม่ได้

        “ขอบคุณมากนะครับที่มาห้ามไว้” ผมยกมือไหว้คนรอบ ๆ ที่มาช่วยระงับเหตุ ถ้าเรื่องมันยืดไปอีกนิดผมคงได้โดนคดีทำร้ายร่างกายเป็นแน่

        “ไม่เป็นไร รถแดงชอบทำแบบนี้แหละ ยิ่งมาคนเดียวอีก”

        นี่ก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผมเริ่มที่จะพูดคุยกับคนแปลกหน้า รอยยิ้ม และน้ำใจจากคนพวกนี้ ทำเอาผมอดที่จะอมยิ้มออกมาไม่ได้ พวกเขาเริ่มถามถึงสถานที่ที่ผมจะไปและมีบางคนอาสาไปส่ง

        ไม่ว่าผมจะปฏิเสธอย่างไรพวกเขาก็ยืนยันว่าอยากจะไปส่ง อย่างน้อยก็อยากไปส่งให้ถึงเต็นท์รถเช่าเพื่อให้ผมเช่ารถขับเอง

        สุดท้ายผมก็มีความจำเป็นจะต้องติดรถมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเพื่อที่จะไปส่งแถวเต็นท์รถ เพื่อเช่ารถมอเตอร์ไซค์ของเต็นท์แห่งหนึ่ง เมื่อผมเช่ารถเสร็จ ขับไประหว่างทางผมพบกับวัด ๆ หนึ่ง จำได้ราง ๆ ว่าเป็นวัดเดียวกับที่เธอเคยมา ผมเลยแวะกราบพระและทำบุญอีกนิดหน่อย คิดแล้วก็ใจหาย ผมไม่เคยบวชให้แม่สักครั้ง เห็นทีหลังจากที่ได้เจอคุณขวัญแล้วผมคงต้องคิดเรื่องบวชใหม่เสียแล้วล่ะ

        ไม่นานนักผมก็ออกเดินทางต่อ ขับไปตามทางระหว่างนั้นก็สอบถามคนละแวกใกล้เคียงไปด้วยว่าพอจะรู้จักที่ที่ผมจะไปหรือไม่ แม้ใคร ๆ จะพูดว่าอากาศที่เมืองเหนือเย็นสบาย แต่พอขับรถเจอกับแดดเปรี้ยงส่องตรงหัวพอดิบพอดีก็ร้อนเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

        “มาแอ่วคนเดียวก๊ะตั๋ว” (มาเที่ยวคนเดียวเหรอ)

        ป้าร้านขนมจีนข้างทางถามผมในขณะที่ผมจอดรถมอเตอร์ไซค์เพื่อพักก่อนจะเดินทางต่อ ปกติผมไม่ค่อยชอบการพูดคุยกับคนแปลกหน้า หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่จำเป็น แต่เมื่อมีผู้ยื่นไมตรีให้ก่อนผมจึงยิ้มรับ

        “เปล่าครับป้า มาทำธุระนิดหน่อยน่ะครับ”

        “กิ๋นอะหยังก่อนก่อ มีน้ำเงี้ยวโตยเน้อ ไปต่อตอนนี้อิดต๋าย แดดนัก” (กินอะไรก่อนไหม มีน้ำเงี้ยวด้วยนะ ไปต่อตอนนี้เหนื่อยแย่ แดดแรง)

        “น้ำเงี้ยวเหรอครับ”

        ผมถามซ้ำอย่างสงสัย เคยแต่ได้ยินชื่อมาบ้าง แต่ไม่รู้ว่ารสชาติมันเป็นอย่างไรแน่ เลยตัดสินใจแวะเข้ามาสั่งกินชุดหนึ่ง มันเป็นแกงสีแดงใส่มะเขือเทศ รสชาติเผ็ดร้อน ผมเพิ่งเคยลองมันเป็นครั้งแรก และคิดว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย อาหารที่นี่อร่อยหลายอย่างแต่บางอย่างก็เผ็ดมากจนผมหน้าแดงไปหมด

        แม้จะตั้งใจว่าจะไม่เริ่มบทสนทนากับใครก่อน แต่ก็มีความจำเป็นจะต้องถามไถ่ถึงอำเภอที่จะไป ป้าแกยิ้มให้ผมแล้วบอกว่าขับไปตามถนนอีกพักเดียวก็ถึงแล้วดังนั้นผมจึงขอลาป้าแล้วขับรถไปตามถนนเส้นที่ป้าบอก

        วิถีชีวิตของคนที่นี่ไม่แตกต่างจากกรุงเทพฯ มากนัก ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีหลายเรื่องที่น่าประทับใจ คนที่นี่เป็นมิตรมากของกินก็อร่อย ไปที่ไหนก็มีตลาดให้จับจ่ายอยู่ตลอด บางอำเภอเป็นอำเภอเล็ก ๆ แต่สนิทสนมอบอุ่น

        ไม่นานนักผมก็ถึงที่หมาย อำเภอนี้เป็นอำเภอไม่ใหญ่นัก ผมลองถามชาวบ้านถึงเรื่องเธอและผมก็ดีใจที่มาไม่เสียเที่ยว

        “อ้อ หนูของขวัญ นู่นเลย ขับรถเครื่องไปสองสามบ้านก็ถึงแล้ว”

         ผมยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ ผมไม่ลืมที่จะขอบคุณชาวบ้านที่บอกข้อมูลให้ ก่อนจะขับไปยังบ้านที่เขาบอกว่าเป็นบ้านของเธอ

        ไม่นานนักผมก็มาหยุดยืนที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง มันไม่ใช่บ้านหลังใหญ่นัก ประตูรั้วถูกปิดไว้ผมชั่งใจอยู่หลายที ก่อนจะกดออดเรียกคนในบ้าน

        “เจ้า มาแล้วเจ้า” (ค่ะ มาแล้วค่ะ)

        เสียงเจื้อยแจ้วขานรับเสียงกดออดก่อนจะวิ่งมาเปิดประตูต้อนรับ ผมมองหน้าเธอสักพัก ผมทราบดีว่าคนตรงหน้าเป็นใคร ไม่ใช่เธอคนนั้นแต่เป็นหญิงมีอายุในรูปถ่ายของเธอ

        “ผมมาหาคุณของขวัญครับ”

        แม้เธอจะแปลกใจเกี่ยวกับผมไปสักพัก แต่ก็ยอมละสายตาก่อนจะตะโกนเข้าไปในบ้าน

        “ขวัญลูก มีคนมาหา”

        ใครคนนั้นชะเง้อใบหน้าสดใสของตัวเองออกมาให้ผมใจเต้นเร็วเหมือนอย่างเคย ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าหัวใจผมถูกเติมเต็มจนล้นออกมา แม้การเดินทางครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมได้ก้าวออกจากจุดเดิมที่ผมเคยอยู่ ถึงแม้ว่าระหว่างทางจะเจอในสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่ผมคิดว่ามันคุ้มค่าสำหรับผมแล้วในตอนนี้…

  เพราะผมได้รับของขวัญที่ดีที่สุดแล้วครับ…

Visits: 76 | Today: 0 | Total: 46518