เมื่อฉันไปฝังยาคุมกำเนิด

   ในปัจจุบันนี้เรื่องเพศกลายเป็นเรื่องที่เปิดกว้างในสังคม และทุกคนสามารถศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศได้ไม่ยากเหมือนเมื่อก่อน โดยหนึ่งสิ่งที่ทุกคนควรที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศคือ เรื่องวิธีการคุมกำเนิดในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม และเป็นการลดโอกาสในด้านของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วิธีการคุมกำเนิดในปัจจุบันนั้นมีมากมายหลายวิธี และแต่ละวิธีก็มีความแตกต่างกันในด้านของข้อดีและข้อเสีย โดยวิธีการคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลกว่ามีความปลอดภัย ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัย การรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิด และการฝังยาคุมกำเนิด

   โดยในวันนี้ เราจะมาพูดถึงวิธีการคุมกำเนิดรูปแบบหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมจากผู้หญิงทั่วโลกในปัจจุบันนั้นก็คือ การฝังยาคุมกำเนิด (Contraceptive Implant) โดยจากการวิจัยของแพทย์จากนานาชาติพบว่า วิธีการฝังยาคุมกำเนิดนี้ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมากเมื่อเทียบการคุมกำเนิดในรูปแบบอื่น ๆ และยังมีระยะเวลาในการคุมกำเนิดที่ยาวนานเป็นอย่างมาก

   ใครหลายคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับการฝังยาคุมกำเนิด แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจถึงวิธีการการคุมกำเนิดแบบฝังยา โดยการฝังยาคุมกำเนิดนั้น เป็นการนำเอาหลอดยาขนาดเล็กไปฝังเอาไว้ใต้แขน ภายในหลอดยานั้นจะมีฮอร์โมนบรรจุอยู่ ซึ่งฮอร์โมนนี้จะช่วยในการคุมกำเนิดได้ โดยระยะเวลาของยาฝังคุมกำเนิดนั้นมี 2 ชนิด คือ แบบชนิด 3 ปี และ 5 ปี และทั้งสองชนิดนั้นมีการใช้ตัวฮอร์โมนที่แตกต่างกัน แต่ฮอร์โมนนั้นก็มีประสิทธิภาพไม่ต่างกันมากนัก

   ย้อนกลับไปเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว เราได้มีประสบการณ์ในการฝังยาคุมกำเนิดเป็นครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับเราเป็นอย่างมาก โดยก่อนหน้าที่เราจะตัดสินใจฝังยาคุมกำเนิดในครั้งนี้ เราได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิดหลากหลายรูปแบบ และพบว่าการคุมกำเนิดแต่ละรูปแบบนั้น มีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้ศึกษามาซักพักนึงแล้ว เราก็ได้ข้อสรุปว่าวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดก็คือการฝังยาคุมกำเนิด เนื่องจากเป็นวิธีการที่มีความสะดวกสบายและให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน ซึ่งจะทำให้เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการคุมกำเนิดไปได้ในระยะ 3 – 5 ปีข้างหน้า

   และเมื่อถึงวันที่เราจะต้องไปฝังยาคุมกำเนิด เราก็ให้แม่ขับรถไปส่งเราที่โรงพยาบาล ตามเวลาที่ได้โทรนัดกับพยาบาลเอาไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ก็ได้พบกับหมอ ซึ่งก็จะทำการซักถามถึงประวัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเรา เช่น ประวัติการรักษาโรคอื่น ๆ หรือประวัติการแพ้ยา ฯลฯ และเมื่อมีการพูดคุยถึงการฝังยาคุมกำเนิด คุณหมอก็ได้แนะนำให้เราเลือกฝังยาคุมกำเนิดชนิด 5 ปีไปเลย เพราะมันมีระยะเวลาการใช้งานได้นานกว่า เราจึงตอบตกลงตามที่หมอแนะนำ

   หลังจากที่เราคุยกับหมอเสร็จ ก็จะมีพยาบาลบอกให้เราไปนั่งรอในห้อง ต่อมาได้มีพยาบาลอีกคนเข้ามาคุยกับเรา และฉีดยาชาที่ใต้ท้องแขนตรงที่เราจะฝังยาลงไป เนื่องจากการฝังยาคุมกำเนิดนั้นจะต้องมีการผ่าตัดเล็ก ๆ เพื่อเอาหลอดที่บรรจุตัวยาฝังเข้าไปใต้ผิวหนัง หลังจากที่ยาชาได้ออกฤทธิ์ หมอก็จะทำการผ่าตัด โดยระหว่างที่ทำการผ่าตัดนั้น หมอก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับยาคุมกำเนิดกับเราว่า ในตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือเด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปีให้สามารถเข้ารับการฝังยาคุมกำเนิดได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ของรัฐ แต่ว่าในตอนนั้นอายุเราก็เกิน 20 ปีแล้ว  และหมอก็ถามเราต่ออีกว่า เรามีลูกกี่คนแล้ว เราก็ตกใจแล้วตอบไปว่า “ยังไม่เคยมีค่ะ หนูพึ่งจะอายุ 21 ปีนี้เอง…”

   หลังจากที่เราคุยกับหมอเสร็จ ก็จะมีพยาบาลบอกให้เราไปนั่งรอในห้อง ต่อมาได้มีพยาบาลอีกคนเข้ามาคุยกับเรา และฉีดยาชาที่ใต้ท้องแขนตรงที่เราจะฝังยาลงไป เนื่องจากการฝังยาคุมกำเนิดนั้นจะต้องมีการผ่าตัดเล็ก ๆ เพื่อเอาหลอดที่บรรจุตัวยาฝังเข้าไปใต้ผิวหนัง หลังจากที่ยาชาได้ออกฤทธิ์ หมอก็จะทำการผ่าตัด โดยระหว่างที่ทำการผ่าตัดนั้น หมอก็ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับยาคุมกำเนิดกับเราว่า ในตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือเด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปีให้สามารถเข้ารับการฝังยาคุมกำเนิดได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลต่าง ๆ ของรัฐ แต่ว่าในตอนนั้นอายุเราก็เกิน 20 ปีแล้ว  และหมอก็ถามเราต่ออีกว่า เรามีลูกกี่คนแล้ว เราก็ตกใจแล้วตอบไปว่า “ยังไม่เคยมีค่ะ หนูพึ่งจะอายุ 21 ปีนี้เอง…”

   เราได้รับรู้คำแนะนำจากหมอเกี่ยวกับการฝังยาคุมกำเนิดว่า ผู้หญิงที่ต้องการจะฝังยาคุมนั้น ควรที่จะทำการฝังตัวยาในวันแรกของรอบเดือน หรือในช่วงที่รอบเดือนกำลังมาอยู่ และห้ามฝังยาคุมกำเนิดในช่วงที่สงสัยหรือรู้ว่าตัวเองว่ากำลังตั้งครรภ์ หลังจากที่ได้ฝังยาคุมกำเนิดเรียบร้อยแล้ว ก็ควรที่จะงดกิจกรรมทางเพศเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน หลังจากการฝังยาคุมกำเนิด เพราะในระหว่างนี้ ตัวยาอาจจะยังไม่ออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่ หรือหากมีความจำเป็นจริง ๆ ที่จะไม่สามารถทำตามคำแนะนำของหมอได้ ก็ต้องมีการใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเพื่อคุมกำเนิดในช่วงนั้น

   การคุมกำเนิดในแบบต่าง ๆ เป็นเรื่องที่เป็นปกติมากในปัจจุบัน โดยเราไม่ควรที่จะรู้สึกกลัวหรืออายเมื่อต้องใช้วิธีเหล่านี้ในการคุมกำเนิด เพราะวิธีการคุมกำเนิดเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะกับเด็กในช่วงวัยเรียน หรือสำหรับผู้ใหญ่ที่ยังไม่พร้อมที่จะมีลูก เพื่อป้องกันผลต่าง ๆ ที่จะตามมาในภายหลังได้ ในการฝังยาคุมกำเนิดนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันไปตามแต่ละโรงพยาบาล โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักร้อยจนไปถึงหลักพันบาท ดังนั้นก็ควรที่จะศึกษาหาข้อมูลไว้ก่อนล่วงหน้า

   ถึงแม้ว่าเราจะชอบวิธีการฝังยาคุมกำเนิดมาก เพราะมีความสะดวกสบายที่มากกว่าการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น ๆ  แต่ในบางครั้งการฝังยาคุมกำเนิดมันก็มีผลข้างเคียงที่ตามมาในแต่ละคนได้ โดยผลข้างเคียงเหล่านี้สามารถพบได้ต่างกัน เช่น ไม่มีประจำเดือน หรืออาจจะมีแต่เป็นนาน ๆ ครั้ง แต่ผลข้างเคียงที่เราเจอกับตัวคือ การที่มีเลือดออกกระปริบกระปรอย และมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา 10 กิโลกรัม ซึ่งก็เป็นหนึ่งในผลข้างเคียงที่พบได้ในบางคน

   การฝังยาคุมกำเนิดอาจจะดูเป็นหนึ่งในวิธีการคุมที่สะดวกสบาย และมีข้อดีหลายอย่าง แต่หนึ่งในข้อเสียที่สำคัญที่สุดของการใช้วิธีการคุมกำเนิดนี้ก็คือ วิธีนี้จะช่วยคุมกำเนิดอย่างเดียวเท่านั้น และไม่ได้ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เลย หากเราต้องการที่จะป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย ก็ควรที่จะใช้ถุงยางอนามัย เพราะถุงยางอนามัยเป็นวิธีที่ดีและมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ วิธีการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น ๆ อีกหลายวิธี นอกเหนือจากการฝังยาคุมกำเนิด ก็ยังคงไม่สามารถที่จะป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นถุงยางอนามันจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีของการคุมกำเนิดและการป้องกันโรงติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด

Visits: 66 | Today: 0 | Total: 40836