ความสุขของเธอ

ณ คาเฟ่แห่งหนึ่ง

ผมคือ ‘ไข่มุก’

            ไม่ใช่ไข่มุกที่อยู่ในเปลือกหอยใต้ท้องทะเลลึกอะไรทั้งนั้น ผมคือไข่มุกที่อยู่ในชานมนั่นแหละ ถึงชื่อของผมจะเหมือนกับอัญมณีเลอค่าแห่งมหาสมุทร แต่ภูมิหลังของผมนั้นต่างกับเขาลี้ลับเลย ไข่มุกในทะเลจะถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกหอยเพื่อรอเวลาเฉิดฉาย มีการเลี้ยงดูอย่างดี มีคนคอยมาตั้งราคาสูง ๆ ให้ ส่วนผมนั้นทำมาจากแป้งมันสำปะหลังโง่ ๆ ที่ถูกนำไปต้มนำไปเคี้ยวแล้วจึงออกขาย ความจริงผมแทบไม่มีราคาขายด้วยซ้ำ เพราะผมมักจะเป็นของแถมฟรีที่มาพร้อมกับชานม  ต่อให้ร้านที่ผมอยู่จะแถมผมฟรีแล้วก็ตาม แต่ลูกค้าบางคนก็ไม่ได้สนใจใยดีที่จะกินผมด้วยอยู่ดี

            “เหงาไหมไข่มุก”

            ชานมในโถจ่ายเครื่องดื่มทักทายผมที่นอนเปื่อยอยู่ในหม้อน้ำเชื่อมมาทั้งวัน เธอรู้ว่าวันนี้ผมแทบขายไม่ออกเลย บางทีผมก็คิดนะ ว่าถ้าขืนขายออกไม่ได้อยู่แบบนี้ สักวันเจ้าของร้านต้องถอนผมออกจากร้านไปแน่ ๆ

            “มากเลย ทำไมไม่มีใครสั่งเราบ้างนะ เขากลัวอ้วนกันเหรอ” ผมตัดพ้อกับชานม

            “ไม่น่าหรอกนะ ถ้าคนเขากลัวอ้วนกัน เขาจะแห่ไปกินแพนเค้กทำไม”

            เมื่อชานมพูดถึงแพนเค้ก ผมจึงหันไปมองอีกฝั่งของครัว ซึ่งเป็นโซนของขนมหวาน ผมเห็นพนักงานคนหนึ่งกำลังคนส่วนผสมต่าง ๆ ในขณะที่อีกคนหนึ่งก็คอยพลิกแพนเค้กหลายชิ้นอยู่ที่หน้าเตา ดูท่าทางแล้ววันนี้คงมีลูกค้ามากมายที่สั่งแพนเค้กเช่นเดียวกับในทุก ๆ วัน จะไม่ให้สั่งกันเยอะได้ไง ก็ของมันน่ากินและรสชาติยังอร่อยอีกต่างหาก

            จะว่าไปแล้วผมเองก็ยังชอบแพนเค้กเลยนะ เพราะด้วยหน้าตาน่ารักของเธอ ไหนจะมีขั้นตอนกว่าจะได้มาที่พิถีพิถัน จะต้องตีไข่ขาวให้ฟูจนตั้งยอดแล้วค่อยผสมกับไข่แดงและแป้งที่ผ่านการร่อน เพื่อที่เนื้อสัมผัสจะได้ออกมานุ่มฟู ละลายในปาก ไหนจะต้องใช้ไฟอ่อน ๆ ในการทำอีก แถมยังกินคู่กับผลไม้ ไอศกรีม น้ำผึ้ง และอีกมากมายได้หลายอย่าง เรียกได้ว่าเธอคือขนมหวานที่เพอร์เฟกต์จริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะกลายเป็นเมนูยอดฮิตของร้าน

            “เฮ้ย ไข่มุก” เสียงชานมเรียกผมขึ้น ทำให้ผมต้องหลุดออกจากภวังค์ไปชั่วขณะ

            “หือ” ผมรีบหันกลับมาที่ชานม

            “แหม พูดถึงน้องแพนเค้กนิดหนึ่ง ถึงกับหันไปมองเคลิ้มเชียวนะ” ชานมแซวผมทันที เพราะเธอรู้ดีว่าผมแอบชอบแพนเค้ก ที่จริงแล้วเพื่อน ๆ ในโซนเครื่องดื่มก็รู้กันทั้งนั้นว่าผมชอบแพนเค้ก แต่ก็ไม่มีใครเอาเรื่องนี้ไปบอกแพนเค้กอยู่ดีหรอก เพราะใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่าความหวังที่จะได้อยู่เคียงข้างกับขนมหวานระดับนั้นคงไม่เกิดขึ้นกับของที่แทบไม่มีราคาอย่างผมหรอก

            “แหะ ๆ” ผมหัวเราะแห้ง ๆ ให้กับชานม ก่อนที่จะเหลือบไปเห็นพนักงานคนหนึ่งเดินตรงมาทางผมกับชานม

            “เฮ้ย เขาเดินมาทางเรา แสดงว่ามีคนสั่งชานมไข่มุกแน่ ๆ ” ชานมพูดกับผมอย่างตื่นเต้น

            ผมรู้สึกเหมือนมีไฟขึ้นอีกครั้งที่จะได้เป็นผู้ถูกเลือก หลังจากที่ต้องนอนขดอยู่ในหม้อน้ำเชื่อมมาทั้งวัน แต่เมื่อพนักงานคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็เห็นว่าในมือของเขาข้างหนึ่งมีแก้วใส่น้ำแข็ง เขายื่นแก้วมาที่ใต้ก๊อกโถเครื่องดื่ม ก่อนจะกดชานมใส่ลงในแก้วใบนั้น แล้วเดินกลับไปทันที

            “อ้าว โทษที เขาอยากกินแค่เรา” ชานมขอโทษผมด้วยน้ำเสียงละเหี่ยใจ แต่ผมเข้าใจดี เพราะเรื่องนี้ผมโดนบ่อยจนชินละ

            วันเวลาผ่านไป ผมก็ได้แต่นอนอยู่ในหม้อน้ำเชื่อมอยู่แบบนั้น บางครั้งขายได้ไม่หมด เจ้าของร้านก็ต้องเทผมทิ้งไป บางทีผมก็ไม่เข้าใจนะว่าผมจะเกิดมาทำไมในเมื่อคนไม่ได้สนใจไข่มุกแบบผมอยู่แล้ว แต่แล้ววันหนึ่งผมไปได้ยินอะไรบางอย่างเข้าจากที่เจ้าของร้านคุยกัน ทำให้ผมแทบจะไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

            “เธอ เราว่าช่วงนี้คนเขาหันมาฮิตชานมไข่มุกกันแล้วอะ คิดว่าร้านเราควรจะชูชานมไข่มุกให้เป็นเมนูแนะนำด้วยดีไหม”

            เจ้าของร้านชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ เอ่ยขึ้นกับแฟนสาวเขาซึ่งเป็นเจ้าของร้านอีกคน เขาบอกว่าตอนนี้คนกำลังกลับมาให้ความสนใจชานมไข่มุกกันแล้ว นั่นหมายความว่าไข่มุกอย่างผมก็กำลังเป็นของยอดฮิตด้วยสิ ผมคนนี้ล่ะตื่นเต้นไปหมด ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้เป็นเมนูแนะนำกับเขาตอนไหน

            “เราทำชาไข่มุกจะเวิร์กไหมอะ ปกติคนมาร้านเราก็สั่งเมนูนี้น้อยมากนะ” หญิงสาวตอบ

            “เราก็เปลี่ยนจากชานมธรรมดา เป็นชานมไต้หวันหรือชาเอิร์ลเกรย์ไปเลยไง จะได้แตกต่างจากร้าน อื่น”

            “ก็ดีนะ งั้นเราทำไข่มุกเป็นไข่มุกลาวาด้วยดีไหม”

            “ไอเดียดี! ”

            นั่นแหละครับ หลังจากที่เจ้าของร้านทั้งสองของผมเสนอไอเดียอะไรกันขึ้นมา ไม่นานนักผมก็ถูกพรีเซนต์ให้เป็นเมนูเครื่องดื่มแนะนำไปโดยปริยาย ตอนนี้ผมไม่ได้ออกงานร่วมกับชานมเพียงอย่างเดียว ผมได้ออกงานคู่กับชานมไต้หวันเอย ชาเอิร์ลเกรย์เอย ชาเขียวเอย ชาไทยเอย โกโก้เอย หรือแม้แต่นมสด ใครจะไปเชื่อว่าหลังจากที่ร้านพรีเซนต์ผมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ ไปได้ไม่กี่วัน จากเดิมที่คนเมินผม ตอนนี้มีคนมากมายต้องต่อแถวรอคิวเพื่อที่จะชิมผมไปกับเครื่องดื่มต่าง ๆ ความรู้สึกของผมตอนนี้เหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง เหมือนความฝันที่ผมฝันมาตลอดได้เกิดขึ้นจริงแล้ว

            แต่อีกหนึ่งความฝันของผมที่ยังไม่ได้เป็นจริง คือการได้เข้าไปใกล้ชิดกับแพนเค้ก มีลูกค้ามากมายที่สั่งผมไปดื่ม แต่ไม่มีลูกค้าคนไหนเลยที่จะสั่งผมพร้อมกับสั่งแพนเค้ก ผมเลยไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าไปสารภาพรักกับเธอสักที

            “เฮ้ย ไอ้ไข่มุกซึมอะไรอยู่วะ” โกโก้เข้ามาทักผมด้วยเสียงโหวกเวกโวยวาย

            “นั่นดิ วันนี้ก็เห็นขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มันจะมาเศร้าอะไรได้อีก” ชาเขียวเสริม

            “หยุดซึมแล้วมาฉลองกันเถอะเพื่อน” ชาไทยตามมาอีกคน

            “เราคิดถึงเรื่องแพนเค้กอยู่อะ” ผมตอบเพื่อน ๆ ทั้งสาม

            “โห นางฟ้าขนมหวานนั่นอะนะ” ชาไทยถึงกับบางอ้อ

            “แกแมสขนาดนี้แล้ว แกยังชอบน้องเขาอยู่อีกเหรอวะ เป็นเรานะ เราเข้าไปจีบน้องนมฮอกไกโดยังมีโอกาสติดง่ายกว่าอีก” โกโก้เสริมพร้อมสอนให้ผมเสร็จสรรพ

            “ก็ชอบคนนี้อะทำไงได้”

            “แกคิดดีๆนะเว้ย แกกับน้องเขาคนละประเภทกันเลยนะ” โกโก้พยายามพูดให้ผมปลง เพื่อนพูดกันแบบนี้แล้ว ผมก็แอบสมเพชตัวเองอยู่เหมือนกัน เป็นแบบนี้แล้วยังไม่เจียมตัวที่จะไปชอบเขาอยู่ได้

            “อืม… แต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้นะเว้ย” ท่ามกลางเสียงค้านจากโกโก้กับชาไทย ยังมีอีกเสียงหนึ่งของชาเขียวที่พูดให้ผมรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา

            “เออ นั่นสิ” ชาไทยเริ่มเออออขึ้นมาด้วยคน

            “จริงไหมล่ะ บางทีของกินที่ดูไม่เข้ากัน บางทีมันอาจจะเข้ากันก็ได้” ชาเขียวพูดให้ผมรู้สึกมีไฟขึ้นมาอีก

            “จะว่าไปแล้วสับปะรดกับพิซซ่าที่ไม่เข้ากันยังอยู่ด้วยกันได้เลยนะ แถมคนก็ชอบกันเยอะด้วย” ชาไทยช่วยเสริมความคิดเห็นของชาเขียว

            “ป๊อปคอร์นกับช็อคโกแลตงี้ เราก็เคยเห็นว่ามันเข้ากันดีนะ” โกโก้เข้ามาเสริมเพิ่มอีกคน ทำให้ตอนนี้ผมรู้สึกว่าเพื่อน ๆ เริ่มจะเข้าความเป็นไปได้ของผมกับแพนเค้กแล้วล่ะ

            “ว่าแต่ข้อดีของเรา พวกแกว่ามันคืออะไรวะ” ผมถามเหล่าผองเพื่อนเครื่องดื่มของผมกลับ พวกมันนิ่งเงียบพูดอะไรไม่ออกกันสักพัก ก่อนที่ชาเขียวจะเป็นคนตอบขึ้นมาคนแรก

            “เคี้ยวเพลินมั้ง” ชาเขียวตอบ

            “เพิ่มออพชันเสริมให้กับพวกเรามั้ง” โกโก้ตอบผมมาอย่างติดตลก

            “อิ่มท้อง” ชาไทยตอบแบบง่าย ๆ

            ถึงแม้สรรพคุณของผมที่พวกเครื่องดื่มสามอย่างนี้กล่าวมาจะดูตลก แต่ผมก็รู้สึกภูมิใจเหมือนกัน ที่อย่างน้อยผมก็มีข้อดีให้คนอื่นได้เห็นบ้าง ถ้าผมได้สารภาพรักกับแพนเค้กไปในตอนนี้แล้วโดนปฏิเสธก็คงจะไม่เสียดายเหมือนกัน

            และแล้ววันหนึ่งเหมือนฟ้าก็ได้ยินคำอธิษฐานของผม เมื่อผมไปได้ยินเจ้าของร้านคุยกันถึงเรื่องการรวมเมนูเข้าด้วยกันครั้งใหญ่

            “เธอว่าช่วงนี้ชานมไข่มุกเราขายดีไหม” เจ้าของร้านผู้ชายหันไปถามเจ้าของร้านผู้หญิง

            “ดีสิ คนต่อคิวยาวทุกวันขนาดนี้”

            “เราว่าจะเอาไข่มุกไปอยู่คู่กับแพนเค้กเธอว่าน่าสนใจรึเปล่า”

            ทุกคนช่วยเป็นพยานให้ผมด้วยนะครับ ว่าผมไม่ได้หูฝาดไป เพราะผมกำลังได้ยินเจ้าของร้านผู้ชายกำลังบอกว่าเขาจะรวมผมเข้ากับแพนเค้ก

            “มันจะเข้ากันดีเหรอ” เจ้าของร้านผู้หญิงทำสีหน้าแหย ๆ ขึ้นมาทันทีที่ได้ยินไอเดียจากแฟนหนุ่มของเธอ

            “เราเคยเห็นคลิปจากคาเฟ่หนึ่งที่ไต้หวันทำอยู่นะ ถ้าเราลองทำขึ้นมา เราอาจจะเป็นเจ้าแรกที่มีเมนูแพนเค้กราดซอสรสชานมไข่มุกเลยนะ”

            “ก็ได้ ลองดูละกัน”

            และเช่นเคย หลังจากที่เจ้าร้านทั้งสองคนพูดคุยเรื่องไอเดียกันไม่กี่วัน ผมก็ถูกเชิญให้ไปทำหน้าที่ในโซนของขนมหวาน เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้มาแตะโซนขนมหวานพร้อมกับคู่หูคู่บุญของผมอย่างชานม บรรยากาศในโซนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอันหวานของพวกแป้งและไข่ มันดูไม่เลี่ยนจัดเท่าโซนเครื่องดื่มที่อยู่อีกฟากฝั่งของครัว

            ผมแอบมองขั้นตอนการทำแพนเค้กตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่ากี่ครั้งกี่ครา กรรมวิธีของเธอก็พิถีพิถันเหมือนอยู่ดี เมื่อพนักงานช้อนตัวเธอขึ้นมาใส่จาน ใจผมก็เต้นรัว ๆ ขึ้นมาทันที มันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เพราะหลังจากที่พนักงานราดซอสชานมลงบนเธอแล้ว ตาต่อไปก็เป็นผมที่จะถูกตักไปอยู่ข้างๆเธอ ผมควรจะทักทายกับเธอว่าอะไร

            “ไง” แพนเค้กทักทายผมด้วยเสียงอันนุ่มนวลอ่อนหวาน รู้ไหมว่าใจผมตอนนี้แทบจะละลายไปกับเสียงเธอแล้ว

            “หวัดดี…” ผมทักทายเธอกลับด้วยเสียงสั่น ๆ

            “นายชื่ออะไรเหรอ” เธอถามชื่อผมกลับมา ทำไมผมถึงรู้สึกดีใจเหมือนได้รางวัลที่หนึ่งยังไงไม่รู้ เพราะนี่เป็นการบ่งบอกว่าเธออยากทำความรู้จักกับผม

            “ไข่มุก”

            “หวัดดี ไข่มุก เราคือแพนเค้กนะ”

            “ครับ…”

            “ฝากตัวด้วยนะ ต่อจากนี้เราคงจะได้ออกงานด้วยกันยาว ๆ เลย”

            แค่คำว่า ‘ยาว ๆ’ ของเธอก็ทำให้ผมละเมอไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ไม่อยากเชื่อเลยว่าสองอย่างที่ดูไม่เข้ากัน จะกลายมาเป็นเมนูที่ต้องอยู่ร่วมกันไปอีกยาว เพราะหลังจากที่ร้านผุดไอเดียจับผมมาร่วมกับไข่มุก ทำให้ลูกค้ามากมายต่างพากันมาลองชิมในความแปลกของเมนูนี้กันใหญ่ แพนเค้กเองก็ดูท่าจะไม่ได้รังเกียจอะไรผมเลย วันรุ่งขึ้นผมจึงใช้โอกาสที่ได้อยู่ร่วมกับแพนเค้ก มารีบทำในสิ่งที่ผมเฝ้าคอยมานานแสนนานซะเลย

            “แพนเค้ก” ผมเรียกแพนเค้กในขณะที่เธอเพิ่งถูกช้อนจากเตาร้อนๆมาวางไว้บนจาน

            “ว่าไงไข่มุก”

            “จริง ๆ แล้วเรามีเรื่องจะบอกเธออะ”

            “อะไรเหรอ”

            “คือ…” ผมเริ่มรู้สึกเขินขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ผมก็เตรียมตัวเตรียมใจมาตั้งนานแล้ว

            “คืออะไรเหรอ”

            “เราชอบเธอมานานแล้วนะ” วินาทีที่ผมพูดออกไป เหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ แพนเค้กไม่ได้ตอบอะไรผม เพราะเธอเองก็คงอึ้งในสิ่งที่ผมพูด ผมจึงใช้จังหวะนี้พูดต่อไป

            “ถ้าไม่ว่าอะไร เราลองมาคบกันดูไหม”

            แพนเค้กยังคงนิ่งต่อไป ส่วนผมก็คงพูดอะไรอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ผมคิดแค่ว่าถ้าเธอปฏิเสธผม ผมก็คงจะต้องทำใจ และมีสถานะเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกับเธอเหมือนเดิม

            “ได้สิ” ผมไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม แพนเค้กตอบตกลงที่จะคบกับผม นี่เป็นฝันที่ยิ่งกว่าฝันเลยล่ะ

            ตลอดระยะเวลาที่ได้อยู่กับแพนเค้กทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าเธอคนนี้เป็นคนที่แสนดีขนาดไหน ผมรู้สึกว่าช่างโชคดีเหลือที่ได้มาอยู่เคียงข้างกับเธอเหมือนอย่างที่ฝัน และยังได้เป็นคนรักของเธออีกด้วย

            แต่ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่ง…

            “รสชาติมันแปลก ๆ อะ ว่าไหม”

            “มันดูไม่เข้ากันเลย”

            “ไข่มุกก็แป้ง แพนเค้กก็แป้ง มันเป็นแป้งไปหมด”

            ถึงแม้จะมีลูกค้าหลายคนที่สั่งเมนูแพนเค้กท็อปปิ้งไข่มุก แต่ก็มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่เอ่ยปากบอกว่าเมนูของผมกับแพนเค้กมันไม่โอเคเอาซะเลย เหมือนแรก ๆ ทุกคนมาสั่งเมนูของพวกเราเพียงเพราะกระแส แต่พอมีคนบอกว่ามันไม่อร่อย ก็ทำให้เมนูของพวกเราเริ่มขายไม่ออกทุกที ผมค่อนข้างชินชากับการถูกคนเมินอยู่แล้ว แต่สำหรับแพนเค้กนี่เป็นเรื่องที่เธอซีเรียสมาก เพราะขนมหวานยอดฮิตอย่างเธอไม่เคยถูกคนเมินได้ขนาดนี้

            “ฮือๆๆ…” แพนเค้กร้องไห้สะอึกสะอื้นได้สักพักแล้ว เพราะวันนี้เมนูของผมกับเธอแทบจะไม่มีใครสั่งเลย

            “เธออย่าเสียใจไปนะ” ผมเข้าไปปลอบแพนเค้ก

            “ไม่ให้เสียใจได้ไง วันนี้ไม่มีใครกินพวกเราเลยนะ” เธอหันมาโวยวายใส่ผม

            “เดี๋ยวมันก็มีคนมากินเองแหละ”

            “มันไม่มีใครมากินทั้งนั้น แกเข้าใจไหมว่าพวกเขาไม่ชอบพวกเราสองคน ฮือๆๆ”

            “ใจเย็น ๆ ก่อนนะ…”

            “ไม่ใจเย็นอะไรทั้งนั้นแล้ว ของมันเข้ากันไม่ได้ ยังไงมันก็ไม่ใช่อยู่ดีนั่นแหละ” เธอโวยวายใส่ผม เล่นซะผมรู้สึกชาไปหมด

            จริงอย่างที่เธอว่า… เราสองคนมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เข้ากันได้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วนี่นา

            “เดี๋ยวนี้ไม่มีคนสั่งแพนเค้กไข่มุกแล้วอะ” เจ้าของร้านผู้หญิงพูดขึ้น

            “นั่นสิ ไม่เวิร์คเลย” เจ้าของร้านผู้ชายถอนหายใจพร้อมส่ายหน้าไปมาอย่างท้อใจ

            “เรายังจะขายเมนูนี้อีกอยู่ไหม”

            “คงไม่ต้องขายต่อไปแล้วล่ะ กลับไปทำแพนเค้กแบบเดิม แล้วก็เอาไข่มุกไปอยู่กับพวกเครื่องดื่มเหมือนเดิมเถอะ”

            หลังจากที่เจ้าของร้านทั้งสองคนได้ร่วมพูดคุยถึงปัญหาเมนูของผมและแพนเค้กขายไม่ออก พวกเขาก็ตัดสินที่จะยกเลิกเมนูระหว่างผมกับแพนเค้กออกไปทันที แพนเค้กได้กลับไปอยู่คู่กับเหล่าผลไม้และไอศกรีมเหมือนเดิม ส่วนผมก็กลับไปอยู่กับผองเพื่อนเครื่องดื่มทั้งหลายเช่นเดิม มันใจหายอยู่เหมือนกันนะที่ผมกับเธอไปด้วยได้ไม่ยืนยาวอย่างที่เธอเคยบอกไว้

ความรักของไข่มุกและแพนเค้กคือการเปรียบเทียบกับความรักของตัวผมเอง ผมคือผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่แอบชอบผู้หญิงผู้เพียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง ทุกอย่างมันเหมือนกับฝันที่ครั้งหนึ่งผมเคยได้รักเธอ แต่แล้วเราก็ต้องแยกย้ายจากกัน เพื่อได้ไปทำตามอย่างที่เคยฝันไว้ แม้ผมจะเสียใจแค่ไหนกับการที่ต้องปล่อยเธอไป แต่พอผมได้เห็นเธอมีความสุขกับสิ่งที่เธอเลือกเมื่อไหร่ แค่นี้ผมก็สุขใจแล้ว ก็คงเหมือนกับเจ้าไข่มุกที่คอยแอบมองแพนเค้กกลับไปอยู่ในจุดเดิมและเฉิดฉายแบบที่เธอเคยเป็น แค่นี้ใจของไข่มุกก็คงจะเป็นสุข และในเมื่อแพนเค้กมีความสุขไปแล้ว ไข่มุกก็คิดว่ามันเองก็ควรจะมีความสุขกับในที่ที่เหมาะสมของตนเองเช่นกัน

Visits: 62 | Today: 1 | Total: 68051