วิชาชีวิต 1711

  “เฮ้ย ไอ้น้อง 5 คนอ่ะ…โค้งหน้าก็สุดป้ายแล้วนะ พี่ส่งพวกเอ็งได้แค่นี้ ต้องรีบตีรถกลับเข้าเมืองไปเติมน้ำมัน” เสียงตะโกนที่ชวนหนวกหู ดังมาจากบริเวณตำแหน่งคนขับ ของยานพาหนะคันเก่าเกรอะสนิมขึ้น ที่ถูกเจ้าของเสียงตะโกนบ้าๆ นั่น เรียกว่ารถประจำทาง

  ‘หนวกหูชะมัด คนจะหลับจะนอน ’   ฉันสบถในใจ แต่ดูเหมือนว่า คนขับรถจะยังไม่ลดละความพยายาม ที่จะปลุกพวกเราเสียที เพราะเพียงแค่ฉันพยายามที่จะปิดเปลือกตาเพื่อเข้าสู่ห้วงแห่งการนิทราอีกครั้ง เสียงบ้าๆ นั่นก็ดังขึ้นอีก

  “เฮ้ย…ไอ้น้อง ที่พูดได้ยินกันไหมวะ”

  “ได้ยินแล้วพี่ ส่งได้แค่ไหนแค่นั้นแหละ” เสียงทุ้มๆจากเบาะที่อยู่ด้านหน้าของฉันดังขึ้น ชายหนุ่มรูปร่างสมส่วน ผิวคล้ำแดด ใบหน้าดุดัน ที่ดูเหมือนจะกึ่งหลับกึ่งตื่นมาตลอดทาง เป็นผู้ที่ตะโกนตอบคำถามนั้นอย่างห้วนๆ เขาคือ ‘กาย’ เป็นเพื่อน และเป็น 1 ในสมาชิกกลุ่มที่ร่วมเดินทางมากับฉันในครั้งนี้  พวกเราทั้ง 5 คน กาย เมฆ ขวัญ ภูผา และฉัน อัญชัน เป็นตัวแทนนักศึกษาจากวิชาเสรี การท่องเที่ยวและจิตอาสา ของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในภาคกลาง ถูกส่งมาเพื่อสำรวจพื้นที่ในการทำกิจกรรมค่ายอาสาในปลายภาคเรียนที่จะถึงนี้

  รถประจำทางคันนี้ มุ่งหน้าจากตัวอำเภอนาอยู่ ตั้งแต่เวลาหกโมงเช้า เข้าสู่เขตชนบทที่ถูกเรียกว่า บ้านเนินดงในเวลาเที่ยงวัน เป็นระยะเวลาร่วม 6 ชั่วโมงที่พวกเราทั้ง 5 อาศัยเบาะที่นั่งเก่าๆ บนรถเป็นที่นอนชั่วคราว และเมื่อรถเข้าเทียบท่าที่ป้ายสุดท้ายซึ่งเป็นศาลาไม้เก่าๆ สภาพผุพังตามกาลเวลา พวกเราทั้ง 5 ค่อยๆ ทยอยลงจากรถพร้อมกับสัมภาระที่นำมา ในขณะที่พวกเรากำลังง่วนกับการตรวจเช็คความเรียบร้อยของสัมภาระอยู่นั้น เสียงของคนขับรถเจ้าปัญหาก็ดังขึ้นอีกครั้ง

  “เดี๋ยวๆๆ พวกเอ็งไม่ใช่คนแถวนี้นี่หว่า เอ็งมาทำอะไรที่นี่ แล้วเอ็งจะไปไหนกัน” เสียงจากคนขับรถที่ในขณะนี้กำลังยืนเท้าเอวอยู่บริเวณประตูรถ และชะโงกหน้ามองดูพวกเราที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่บริเวณศาลารอรถประจำทาง

  “พวกผมจะไปหมู่บ้านโป่งพยัคฆ์อ่ะพี่ พอดีอาจารย์สั่งให้มาสำรวจพื้นที่ทำค่ายอาสา” เมฆ ชายหนุ่มหน้าตี๋ ผิวขาว ท่าทางทะเล้น ตอบกลับไปอย่างอารมณ์ดี ดูเหมือนว่าการเดินทางที่ยาวนาน ไม่ได้ทำให้เขาดูเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย

  “ห้ะ โป่งพยัคฆ์ พวกเอ็งรู้จักที่นั่นด้วยหรือ มันไกลเชียวนา แล้วจะเดินทางต่อกันยังไง”

  “ก็นี่ไงพี่” เมฆพูด พลางชี้มือชี้ไม้มาทาง ‘ภูผา’ ที่กำลังช่วย กาย หอบหิ้วสัมภาระที่เหลือลงจากรถ

  “ฉันเป็นคนโป่งพยัคฆ์ พี่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพ่อฉัน จะมารับฉันกับพวกเพื่อนๆที่ท่ารถนี่แหละ”  ภูผาตอบคนขับรถขี้สงสัยด้วยความเป็นมิตร แม้ว่าภูผาจะมีลักษณะที่ค่อนไปทางน่ากลัวเนื่องจากเป็นชายหนุ่มตัวสูงใหญ่ กำยำ หน้าดุ แต่ท่าทางและคำพูดคำจาของภูผานั้น ช่างดูขัดกับรูปร่างหน้าตาเสียเหลือเกิน

  “เออๆ งั้นก็ตามใจพวกเอ็ง ข้าบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าพวกเอ็งจะกลับ ให้มารอรถที่นี่ไม่เกินเที่ยงวัน เพราะมันมีรถเที่ยวเดียว เข้าใจ๊…เออ แล้วก็ระวังตัวกันล่ะ โป่งพยัคฆ์มัน…”

  “มันอะไรหรือพี่” ขวัญ หญิงสาวผมยาวดำสลวย ใบหน้าหวาน ดวงตากลมโต ถามขึ้นอย่างทันใด อาจเป็นเพราะเธอเป็นคนขี้กลัว คำบอกเล่าเมื่อครู่ของคนขับรถจึงไปสะกิดต่อมความกลัวของเธอเข้าอย่างจัง

  “มันไม่มีอะไรหรอก แต่มันอยู่ในป่า ข้าก็เลยกลัวว่าพวกเอ็งจะได้รับอันตราย ถ้าบังเอิญไปเจอสัตว์ป่าเข้า แต่ไอ้หนุ่มนี่เป็นคนโป่งพยัคฆ์ก็ดีแล้วล่ะ งั้นข้าไปก่อน” เมื่อพูดจบ คนขับรถจึงกลับขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ แล้วรถประจำทางคันนั้นก็ค่อยๆเคลื่อนที่ออกไปจนลับสายตา ทิ้งไว้แต่พวกเราทั้ง 5 ที่เข้ามานั่งรอพ่อของภูผาในศาลารอรถเท่านั้น 

  ‘โป่งพยัคฆ์…ที่นั่นจะเป็นยังไงกันนะ’

  อันที่จริงแล้ว ฉันรู้เพียงแต่ว่าโป่งพยัคฆ์เป็นหมู่บ้านกลางป่า ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก และเป็นบ้านเกิดของ ภูผา เท่านั้น นี่กระมังเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเราเลือกที่จะมาที่นี่ เพราะนอกจากจะได้มาสำรวจพื้นที่ ทำจิตอาสาในที่ๆ ยังไม่เคยมีใครรู้จัก ยังเป็นการพาเพื่อนกลับมาเยี่ยมบ้านอีกด้วย

  “ไอ้ผา…พ่อมึงนี่ เขาไม่มีมือถือแล้วเขาจะรู้ไหมวะ ว่าเรามาถึงท่ารถแล้วอ่ะ” เมฆพูดด้วยความสงสัย

  “เออ จริงของไอ้เมฆนะ ผา…แล้วพ่อมึงจะรู้ได้ไงวะ” กายสมทบ

  “ชัญว่า..เดี๋ยวพ่อของผาก็คงมาแหละ รอนิดรอหน่อย ทำเป็นใจร้อนไปได้” ฉันที่เงียบมานานเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นเมฆและกายพากันถามภูผาอย่างไม่ลดละ

  “เดี๋ยวก็มาแล้ว…พ่อกูเขารู้ว่ารถจะมาถึง..อ้าวนั่นไง พ่อ” ภูผายังไม่ทันพูดจบ ก็ปรากฏร่างของชายสูงวัยผู้หนึ่งที่กำลังขับรถอีแต๋นคันเก่า มุ่งหน้ามาทางศาลารอรถที่พวกเรากำลังนั่งอยู่ เมื่อเข้ามาใกล้จึงทำให้เราได้เห็นหน้าตาของเขาอย่างชัดเจน ภูผาและพ่อของเขา หน้าตาเหมือนกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน

  “สวัสดีค่ะ/ครับ” พวกเรายกมือไหว้และกล่าวทักทายพ่อของภูผา

  “ไหว้พระเถอะพวกเอ็ง…ว่าแต่ รอกันนานไหม” พ่อของภูผาเอ่ยถาม

  “ไม่นานหรอกพ่อ เพิ่งมาถึงกัน นี่ กาย คนนี้ เมฆ และก็ขวัญกับอัญชัญ ที่ฉันเขียนจดหมายมาบอกพ่อว่าเพื่อนจะมาด้วยก็ 4 คนนี้นี่แหละ” ภูผาแนะนำให้พ่อของเขาได้รู้จักกับพวกเราที่เหลือทั้ง 4 คน

  “ข้าว่าฝนมันจะตกนะ พวกเราต้องรีบกันหน่อย ขนสัมภาระไปวางแล้วพวกเอ็งรีบขึ้นมานั่ง พวกเราจะได้รีบไปกัน เดี๋ยวคนในหมู่บ้านจะรอนาน”

  “คนในหมู่บ้านจะรอนาน หมายความว่ายังไงกันคะ คุณลุง” ขวัญถามกลับด้วยความสงสัย

  “ก็ข้าน่ะ ไปบอกคนในหมู่บ้านไว้ ว่าเพื่อนไอ้ผาจะมากันหลายคน คนในหมู่บ้านก็เลยจะเลี้ยงต้อนรับพวกเอ็งยังไงล่ะ” พ่อของภูผาพูด

  เมื่อพวกเราขนย้ายสัมภาระ และขึ้นไปนั่งบนท้ายรถอีแต๋นแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องออกเดินทางต่อ จากนั้นพ่อของภูผาก็ออกรถ เพื่อพาพวกเราไปที่โป่งพยัคฆ์ในทันที ระหว่างทางท้องฟ้าที่ดูมืดครึ้ม ก็ค่อยๆมีแดดเข้ามาแทนที อากาศเริ่มเย็นสบายมีลมเอื่อยๆ พัดมาอย่างเป็นระยะ เส้นทางที่เราผ่านนั้น ก็เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากถนนลาดยาง เข้าสู่ถนนดินลูกรัง จนในที่สุดก็เข้าสู่บริเวณชายป่า ที่มีร่องรอยคล้ายการถูกถางเพื่อให้เป็นทางสัญจรคดเคี้ยว พาดผ่านป่าสนรกทึบ ให้ความรู้สึกวังเวง ถึงแม้จะเป็นเวลากลางวันก็ตาม และหากมองแต่เพียงผิวเผิน ก็ดูเหมือนว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะจะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านได้เลยแม้แต่น้อย

  เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงเศษ รถอีแต๋นเก่าๆคันนี้ก็แล่นเข้าสู่ทางตัน ที่มีลำธารพาดผ่าน พ่อของภูผาจึงหันมาบอกกับพวกเราว่า ให้ขนสัมภาระลง เนื่องจากสิ้นสุดเส้นทางที่รถอีแต๋นคันนี้จะสัญจรได้ และเราต้องทำการเดินเท้า เพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งของลำธาร เพราะฝั่งตรงข้ามของลำธารคือหมู่บ้านโป่งพยัคฆ์

  พวกเราทำตามที่พ่อของภูผาบอก โดยภูผาเป็นคนนำทางให้พวกเราได้เดินลัดเลาะผ่านลำธารที่มีน้ำไหลเชี่ยว และพ่อของเขาเดินอยู่ด้านหลังสุดเพื่อระวังอันตราย จากนั้นไม่นานเมื่อพวกเราเดินลัดเลาะผ่านลำธารมาได้ จึงทำให้เราเริ่มมองเห็นทางเข้าของหมู่บ้านที่เป็นซุ้มและรั้วทำจากไม้ไผ่ นำมากั้นเป็นแนวยาว เมื่อเดินผ่านแนวรั้วเข้ามานั้น ทำให้เราได้เห็นหมู่บ้านนี้อย่างชัดเจน โดยที่นี่มีบ้านมุงจากยกสูงและกระท่อมหลังเล็ก หลังน้อย ตั้งอยู่เรียงรายกันเต็มพื้นที่ พ่อของภูผาจึงได้บอกกับพวกเราว่า ให้ภูผาพาพวกเราเดินสำรวจได้อย่างเต็มที่ ส่วนเขาจะต้องไปตรวจความเรียบร้อยบริเวณรอบหมู่บ้านแบบที่เขาทำอยู่เป็นประจำ จากนั้นจึงเดินแยกจากพวกเราไป

  พวกเราเดินตามภูผาไปเรื่อยๆ ผ่านศาลาไม้หลังใหญ่ที่อยู่บริเวณกลางหมู่บ้าน ภูผาบอกว่าพ่อของเขามักจะใช้ที่นี่เป็นที่ประชุมของหมู่บ้านอยู่เสมอ เมื่อเดินผ่านบ้านเรือนที่เรียงรายอยู่ติดๆ กันทำให้พวกเราได้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้าน และมีผู้คนบางส่วนกำลังง่วนอยู่กับการทำกิจวัตรประจำวัน บางบ้านที่เราเดินผ่าน ก็มีกลุ่มหญิงสูงวัยกำลังปรุงอาหาร บางบ้านก็เห็นเหล่าชายสูงวัยไปจนถึงชายฉกรรจ์กำลังตัดไม้ไผ่ และมีเด็กตัวเล็กตัวน้อยกำลังวิ่งเล่น เป็นภาพที่มองแล้วชวนให้รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ในขณะที่เรากำลังเพลิดเพลินตากับการมองดูวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้าน ภูผาก็เริ่มพูดขึ้น

  “พวกมึง…” ภูผาที่กำลังจะพูดแต่ถูกเมฆห้ามเอาไว้ด้วยการพูดแทรก

  “ไอ้ผา…ที่นี่แม่งโคตรเจ๋งเลยว่ะ เงียบ สงบ ดูบ้านๆอยู่กับธรรมชาติด้วย”

  “เออ พวกมึงชอบก็ดีแล้ว…ตามกูมา กูจะพาไปไหว้แม่กู” ภูผาพูด

  พวกเราเดินตามภูผาไปจนถึงกระท่อมหลังใหญ่หลังหนึ่ง จากการคาดคะเนด้วยสายตา กระท่อมหลังนี้ดูใหญ่กว่าหลังอื่นๆ ในหมู่บ้านซึ่งที่นี่น่าจะเป็นบ้านของภูผานั่นเอง

  “แม่…แม่จ๋า ฉันกลับมาแล้ว” ภูผาตะโกน จากนั้นประตูกระท่อมด้านบนจึงถูกเปิดออกปรากฏให้เห็นร่างของหญิงสูงวัยคนหนึ่ง ใบหน้าเนียน ดวงตาคม รูปร่างเพรียวบางในชุดผ้าซิ่น กำลังเดินมาทางพวกเรา ผู้หญิงสูงวัยคนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก…แม่ของภูผา

  “ไงล่ะเอ็ง พาเพื่อนๆมากันเยอะเชียว มาๆ มากินน้ำกินท่ากันก่อน”

  “สวัสดีค่ะ/ครับ” พวกเรายกมือไหว้และกล่าวคำทักทายตามมารยาทที่ดีของผู้มาเยือน

  “สวัสดี” เธอรับไหว้

  “ข้าชื่อพุดซ้อน เป็นแม่ของไอ้ผามัน พวกเอ็งชื่ออะไรกันบ้างล่ะ” พุดซ้อนแม่ของภูผาถามขึ้น

  จากนั้นภูผาจึงได้แนะนำพวกเราให้แม่ของเขาได้รู้จัก เมื่อนั่งคุยกันอยู่นานจึงได้รู้ว่าหมู่บ้านโป่งพยัคฆ์แห่งนี้มีขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่อยู่ในป่าลึก จึงทำให้น้อยคนนักที่จะได้เข้ามา แต่ผู้คนที่มาอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ หาที่นี่เจอเพราะอพยพเข้าป่ามาตอนมีสงคราม และที่นี่ มีผู้นำเพียงคนเดียวคือ ลุงพาฬ หรือพ่อของภูผา ซึ่งคนที่นี่เรียกว่า ‘พ่อใหญ่’

  หลังจากที่คุยกันอยู่นาน พวกเราได้บอกกับแม่ของภูผาว่า พวกเราอยากจะเข้ามาทำกิจกรรมค่ายอาสาที่นี่ โดยพวกเราได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการทำกิจกรรม เช่น การสร้างฝายชะลอน้ำ การปลูกต้นไม้ หรือการสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งแม่ของภูผา ก็มีความยินดีที่จะให้พวกเรามาตั้งค่ายอย่างไม่ขัดข้อง

  เมื่อได้พูดคุยกับแม่ของภูผากันพอหอมปากหอมคอแล้ว เธอจึงให้ภูผาแยกตัวไป เพื่อเก็บสัมภาระ และเธอจะเป็นคนพาพวกเราที่เหลือไปยังที่พักเอง โดยกระท่อมที่พักของพวกเราอยู่ถัดจากกระท่อมของเธอไป 3 หลัง กระท่อมหลังนี้ตั้งอยู่ข้างลำธารเล็กๆ มีเสียงน้ำไหลที่แค่ฟังก็เย็นชื่นใจ ในกระท่อมมีการกั้นห้องออกเป็นสองฝั่ง กายและเมฆนอนห้องฝั่งซ้าย และเสียสละห้องฝั่งขวาที่อยู่ติดกับลำธารให้ฉันและขวัญ เมื่อเข้ามาในห้อง พวกเราจึงรีบเก็บข้าวของสัมภาระ เพื่อที่จะไปอาบน้ำที่ลำธารข้างกระท่อมก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน เนื่องจากแม่ของภูผาได้บอกว่าไว้ให้อาบน้ำเตรียมตัวให้พร้อม หากตะวันตกดินให้มาพบกันที่บริเวณศาลาที่ภูผาได้พาเราเดินผ่านเมื่อตอนมาถึง เพราะจะมีพิธีรับขวัญผูกข้อไม้ข้อมือ ก่อนที่จะมีงานเลี้ยงต้อนรับพวกเรา

  แต่ในขณะที่ฉันกำลังเตรียมของเพื่อไปอาบน้ำก็สังเกตเห็นว่า ขวัญ มีท่าทีแปลกไปจึงได้ตัดสินใจถามขึ้น

  “เป็นอะไร กลัวเหรอ หรือว่าไม่ชิน” ฉันถาม

  “มะ ไม่รู้อ่ะชัญ แต่ขวัญรู้สึกแปลกๆ ที่นี่แปลกๆมันดูน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้ คนก็พูดจาแปลก แถมตั้งแต่เดินทางมาไม่เห็นมาสัตว์สักตัวเลย แม้แต่นกก็ไม่มี ชัญ…ชัญอย่างทิ้งขวัญไว้คนเดียวนะ” ขวัญกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเริ่มมีน้ำตาซึม เดาว่าเธอคงกำลังกลัวอยู่จริงๆ

  “คงไม่มีอะไรหรอก อย่ากลัวไปเลย ไป ไปอาบน้ำกันจะได้รีบไปที่ศาลาเดี๋ยวพระอาทิตย์จะตกดินเสียก่อน” ฉันกล่าวพลางจับมือขวัญ ให้เดินไปด้วยกันที่ลำธารเพื่ออาบน้ำ โดยมีกาย เมฆเดินตามหลังและภูผาเดินมาสมทบ หลังจากนั้นพวกเราทั้ง 5 จึงอาบน้ำในลำธารและแยกย้ายกันไปแต่งตัวก่อนจะมาเจอกันที่หน้ากระท่อมเพื่อเดินไปที่ศาลาของหมู่บ้านพร้อมกัน

  เมื่อเราเดินมาถึง ก็พบกับชาวบ้านในหมู่บ้านทุกคนกำลังนั่งรอเราอยู่ โดยภายในศาลา ขณะนี้ถูกเปลี่ยนเป็นปะรำพิธี ที่จะใช้ในการผูกข้อไม้ข้อมือให้แก่พวกเรา บริเวณปะรำพิธีมีรูปปั้นเสือโคร่งตั้งอยู่ ภูผาบอกว่าเสือโคร่งตัวนี้เป็นตัวแทนจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ของหมู่บ้าน หลังจากนั้นพ่อและแม่ของภูผาได้ขึ้นมาบนศาลาพร้อมกับบอกกล่าวชาวบ้านทุกคนว่า พวกเราเป็นใคร มาจากไหน และมาเพื่อเหตุใด แล้วจึงเริ่มพิธีผูกข้อไม้ข้อมือ โดยเริ่มจากการให้พ่อและแม่ของภูผา ซึ่งเป็นผู้นำของที่นี่เป็นคนเริ่มผูกข้อไม้ข้อมือ และให้พรกับพวกเรา หลังจากนั้นจึงเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านสลับกันมาผูก กว่าจะรู้ตัวอีกทีสายสิญจน์ที่ใช้ผูกข้อไม้ข้อมือก็เต็มแขนของพวกเราทั้ง 5 แล้ว

  เมื่อพิธีจบ จึงเป็นการเริ่มต้นของงานเลี้ยง โดยชาวบ้านมีการร่วมกันจัดขึ้นเพื่อต้อนรับพวกเราทั้ง 5 มีสำรับอาหารมากมาย ถูกนำมาวางทั้งคาวและหวาน ล้วนแล้วแต่น่ารับประทานทั้งสิ้น นอกเหนือจากนั้นยังมีชาวบ้านหลายคนได้นำเหล้าที่พวกเขาต้มเองมาให้พวกเราได้ลองดื่ม ภูผานั้น คุ้นชินกับการดื่มเหล้าต้มมาแต่ไหนแต่ไร ฤทธิ์ของเหล้าต้มจึงไม่สามารถทำให้เขาเมาได้ แต่กายและเมฆที่ได้ดื่มเหล้าต้มเป็นครั้งแรกถึงกับห้ามตัวเองไม่อยู่ขอดื่มอีก จนเมาไม่ได้สติเลยทีเดียว

  งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้ดำเนินไปอย่างสนุกสนาน มีการร้องรำทำเพลงกินดื่มกันอย่างมีความสุขจนกระทั่งจบงาน ทั้งกายและเมฆเมาจนไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ภูผารวมไปถึงชาวบ้านผู้ชายทั้งหลายจึงพากันพยุงมาส่งที่กระท่อม ส่วนฉันและขวัญได้แต่ยืนมองเพื่อน ที่บัดนี้เมาเหล้าจนไม่ได้สตินอนกองกันอยู่ที่พื้นห้องมองดูน่าขบขันเป็นอย่างมาก ฉันและขวัญจึงทำการห่มผ้าให้กายและเมฆจากนั้นจึงแยกย้ายกันกับภูผาเพื่อเข้านอนบ้าง

เอ้ก อี๊ เอ้ก เอ๊ก

……เสียงไก่ขันดังขึ้นพร้อมกับแสงแดดยามเช้าลอดเข้ามาทางหน้าต่างกระท่อม ปลุกให้ฉันและขวัญที่กำลังนอนหลับสบายตื่นขึ้นมาทันใด

  ฉันและขวัญลุกขึ้นและพับเก็บที่นอนอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่จะเตรียมของเพื่อไปอาบน้ำที่ลำธารในยามเช้า โดยเราคุยกันว่าจะไม่ปลุกกายและเมฆ เนื่องจากทั้งคู่อาจจะยังต้องการพักผ่อน หลังจากนั้นเราจึงพากันไปที่ลำธาร เมื่อไปถึงลำธารก็ได้พบกับชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังอาบน้ำ เราจึงเข้าไปร่วมวงอาบน้ำกับพวกเขาด้วย เมื่ออาบน้ำเสร็จ จึงเดินกลับมาที่กระท่อมเพื่อแต่งตัว หลังจากนั้นจึงคิดว่าควรที่จะปลุกให้ชายหนุ่มขี้เมาทั้งสองตื่นได้เสียที เมื่อเดินไปเปิดประตูห้องของเพื่อนขี้เมาทั้งสอง สิ่งที่เราพบมีเพียงแค่กายกำลังนอนอยู่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

  ‘แล้วเมฆล่ะ…หายไปไหน’

  ต่อมความเป็นห่วงเพื่อนของเราเริ่มทำงานทันที เราจึงปลุกกายที่กำลังนอนให้ลุกขึ้น เพื่อถามถึงเมฆ  กายบอกว่าเขาเองก็ไม่รู้เนื่องจากจำอะไรไม่ได้ เมฆอาจจะออกไปอาบน้ำที่ลำธาร แล้วเดินสวนทางกับเราก็เป็นได้ หลังจากนั้นพวกเราทั้ง 3 จึงตามไปดูที่ลำธาร แต่ก็ไม่พบวี่แววของเมฆเลยแม้แต่น้อย พวกเราจึงตัดสินใจเดินไปที่บ้านของภูผา เพราะคิดว่าเมฆอาจจะอยู่ที่นั่น เมื่อไปถึงก็พบเพียงพุดซ้อน แม่ของภูผากำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่ที่แคร่หน้าบ้านเท่านั้น โดยเธอบอกว่า ภูผาและและพาฬพ่อของเขา เข้าไปล่าสัตว์ในป่าแต่เช้า ส่วนเมฆ เธอไม่เห็นเขาตั้งแต่แยกย้ายกลับกระท่อมเมื่อคืน พวกเรามืดแปดด้าน ในป่าที่ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาณโทรศัพท์ และคนที่มีนิสัยไม่ชอบไปไหนมาไหนคนเดียวอย่างเมฆ จะหายไปไหนได้

  เป็นเวลากว่าครึ่งค่อนวัน ที่เราแยกย้ายกันตามหาเมฆในที่ต่างๆ ของหมู่บ้าน แต่ก็ไม่พบ ขณะนั้นภูผาและพ่อของเขากลับมาจากล่าสัตว์พอดี เราจึงรีบเข้าไปบอกว่าเมฆหายไป พ่อของภูผาจึงได้ให้คนในหมู่บ้านช่วยกันออกตามหาบริเวณนอกหมู่บ้าน โดยให้ภูผาและกายไปด้วย ส่วนฉันกับขวัญนั้น พ่อและแม่ของภูผาให้เราสองคนรออยู่ที่นี่กับพวกเขา เนื่องจากนอกหมู่บ้านเป็นป่าทึบที่ค่อนข้างอันตราย มีสัตว์ป่าออกมาเพ่นพ่านอยู่เป็นประจำ พวกเราสองคนจึงทำได้แค่รอเท่านั้น

  เวลาไปผ่านจนตะวันเริ่มตกดิน ชาวบ้านบางส่วนกลับมาจากการค้นหา แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดที่พบตัวเมฆ จนกระทั่งภูผาและกายกลับมา พวกเขาบอกกับเราว่าเมฆอาจเดินหลงเข้าไปในป่า แล้วหาทางออกไม่ได้ แต่ตอนนี้ตะวันตกดินแล้วในป่าเริ่มอันตรายเพราะเป็นเวลาที่สัตว์ป่าออกหากิน พวกเขาจึงยุติการตามหา และรอจนกว่าจะเช้าจึงจะเริ่มออกตามหาอีกครั้ง พวกเราต้องยอมรับการตัดสินใจของพวกเขาเนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ ก็คงจะมีแค่พวกเขาเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด จึงทำได้แค่ต้องรอต่อไป โดยไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่าเมฆจะเป็นอย่างไรบ้าง

  หลังจากพวกเรารับประทานอาหารเย็นพร้อมกันที่บ้านของภูผา ฉัน กายและขวัญจึงเดินกลับมาที่กระท่อม ในระหว่างทางที่เดินกลับมา ฉันสังเกตเห็นได้ถึงความผิดปกติของกาย กายที่ดูเงียบผิดปกติ มีแววตาเหมือนคนที่กำลังครุ่นคิดบางสิ่งอยู่ตลอดเพียงแต่ไม่ได้เอ่ยออกมา เมื่อพวกเรากำลังจะแยกย้ายเข้านอนขวัญก็พูดขึ้นด้วยเสียงสั่นๆว่า

  “วันนี้พวกเรา 3 คนมานอนรวมกันเถอะ ขวัญกลัว” แต่ทว่า ไม่ใช่ขวัญเพียงคนเดียวที่มีความคิดเช่นนี้ เพราะทันทีที่ขวัญพูดขึ้นกายก็ตอบตกลง จากนั้นจึงเดินไปหยิบสัมภาระจากห้องที่เขานอน ย้ายมาไว้ที่ห้องของฉันและขวัญ

  ในค่ำคืนนั้น ขวัญเป็นคนเดียวที่นอนหลับ อาจจะเป็นเพราะเธอหวาดกลัวมากจึงทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าจนผล็อยหลับไป ส่วนฉันและกาย ยังคงนั่งมองหน้ากันจากฝั่งตรงข้ามของมุมห้อง ไม่มีการพูดคุย มีเพียงแค่มองหน้ากันภายใต้แสงจากตะเกียงเจ้าพายุ มันช่างเงียบเหลือเกิน ความเงียบในเวลากลางคืนนั้นทำให้ฉันได้ยินเสียงลำธารที่อยู่บริเวณข้างกระท่อมชัดเจนกว่าที่เคย แต่นั่นก็ไม่สามารถที่จะทำให้ความสงสัยในสิ่งผิดปกติที่ฉันเห็นจากแววตาของกาย หายไปแม้แต่น้อย

  ‘เขากำลังคิดอะไรอยู่นะ’ ในขณะที่ฉันกำลังคิด กายก็พูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่มีมานาน

  “เมฆตายแล้ว” กายพูดขึ้น

  “หมายความว่ายังไง ใครบอก เมฆจะตายได้ยังไง” ฉันถามกลับ จากนั้นจึงลุกขึ้นเพื่อไปนั่งข้างกาย เมื่อเข้าไปไกลก็ปรากฏให้เห็นใบหน้าดุดันของกายซึ่งตอนนี้มีน้ำตาคลอ

  ‘นี่มันอะไรกัน กายร้องไห้’ มันเป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับฉันมาก ถึงแม้ว่าจะรู้จักกันได้แค่ไม่นานแต่ก็พอมองออกว่ากายเป็นคนเข้มแข็งมาก ไม่สนใจชีวิตของคนอื่น และมีเหตุผลของตัวเองอยู่เสมอ ความสงสัยมากมายที่อยู่ในใจฉันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จากนั้นฉันจึงหันกลับไปมองขวัญที่กำลังนอนอยู่ เมื่อเห็นว่าเธอกำลังนอนไม่รู้สึกตัว ฉันจึงตัดสินใจที่จะถามถึงเรื่องเมฆกับกายอีกครั้ง

  “กาย ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น กายรู้เห็นอะไรมา” ฉันถาม

  กายบอกกับฉันว่า เขาไม่เชื่อเรื่องที่เมฆจะหลงป่า เขาสันนิษฐานว่าเมฆไม่มีทางไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นแน่ เพราะเมามาก อย่างมากก็แค่ไปล้างหน้าที่ลำธารเท่านั้น แต่กลับไม่พบเมฆที่นั่นเลย เมื่อช่วงบ่ายที่ออกไปตามหาเมฆกับภูผา เขาสังเกตเห็นพิรุธหลายอย่าง มีบางพื้นที่ของป่า ที่เชื่อมกับหมู่บ้านนี้แต่ภูผาบอกกับเขาว่า เมฆไม่น่าจะอยู่ที่นั่น เนื่องจากมันเป็นสุสานที่ใช้ฝังศพคนที่ตายในหมู่บ้าน เขายังบอกอีกว่าภูผาและชาวบ้านไม่ได้มีท่าที ร้อนรนเหมือนกับพวกเรา เมื่อพบว่าเพื่อนหายไปเลยแม้แต่น้อย ฉันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ในตอนนั้น จึงได้บอกกับกายไปว่า อันที่จริงตั้งแต่เราเดินทางมากถึงเรายังไม่ได้เห็นสัตว์ป่าเลยแม้แต่ตัวเดียว แม้แต่นกหรือสัตว์เล็กๆ อย่างกระรอกก็ไม่เห็น รวมถึงคำพูดของคนขับรถประจำทางที่พยายามจะบอกบางอย่างกับเราอีกด้วย

  ‘หรือว่าที่นี่จะมีอะไร…อะไรที่เรายังไม่รู้’

  ฉันและกายพูดคุยกันในความเงียบมาได้สักพัก หลังจากนั้นเราจึงตัดสินใจปลุกขวัญขึ้นมา โดยบอกว่าเราจะออกตามหาเมฆกันเองและไม่ให้คนอื่นรู้ เพราะเรากลัวว่าพวกเขาจะไม่พอใจในสิ่งที่เราทำ

  เป็นเวลาตีสองกว่าๆ ที่เราสามคนอาศัยความสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุ เป็นสิ่งนำทางให้พวกเราพากันเดินออกไปทางหลังหมู่บ้านเพื่อไปยังสุสานในป่าที่กายบอกกับเราว่า เป็นที่เดียวที่ภูผาไม่ได้พาเขาไปตามหาตัวเมฆ เมื่อเดินมาได้ครึ่งทางฉันก็ได้ยินเสียงบางอย่าง กำลังเดินตามหลังเรามา จึงได้รีบสะกิดให้กายดับตะเกียงแล้วพากันหลบเข้าพงหญ้าเพื่อเฝ้าดูว่าเสียงนั้นคือเสียงของอะไร

  ‘สวบ สวบ สวบ’ เจ้าของเสียงที่พวกเรากำลังมองเห็นอยู่ภายใต้พงหญ้านั้น คือสัตว์นักล่าร่างใหญ่ยักษ์ ลำตัวมีลวดลายพาดกลอน ใช่…มันคือเสือโคร่ง แต่ตัวของมันใหญ่มาก ใหญ่กว่าเสือโคร่งธรรมดาที่เราเห็นตามสวนสัตว์ถึงสามเท่าตัวเลยทีเดียว อุ้งเท้าใหญ่ และเล็บที่แหลมคมของมันสามารถตะปบเราให้ตายได้ในทันที มันค่อยๆเดินผ่านพงหญ้าที่พวกเราซ่อนตัว ไปอย่าช้าๆ พร้อมส่งเสียงคำรามในลำคอ พวกเราทั้งสามคนมองหน้ากันเพื่อขอความเห็นว่า เราจะเดินต่อไปหรือไม่ เพราะทางที่เสือโคร่งตัวนั้นเดินไปเป็นทางเดียวกันกับทางไปสุสานของหมู่บ้าน แต่แล้วกายก็พูดขึ้นว่า

  “เราแอบตรงนี้ดีกว่า เดินต่อก็อันตราย เดินกลับก็อันตรายไม่ต่างกัน” เมื่อกายพูดจบ เราก็ได้ยินเสียงอุ้งเท้าใหญ่ๆคู่นั้นกำลังเดินกลับออกมา เพียงแต่ว่าคราวนี้เราได้เห็นมันอย่างชัดเจน มันเป็นเสือโคร่งที่ผิดแปลกไปจากเสือโคร่งที่เรารู้จัก แววตาของมันเป็นสีแดงดูน่ากลัว กำลังคาบบางอย่างอยู่ในปาก เดาว่าน่าจะเป็นเหยื่อที่มันหาได้ และเมื่อมันเดินมาใกล้พงหญ้าอีกครั้งก็ทำให้เราทั้งสามผงะ สิ่งที่มันกำลังคาบอยู่นั้นเป็นแขนของคน ซึ่งเราทั้งสามคนคุ้นเคยกับแขนนั้นดี ถึงแม้ว่ามันจะมีสภาพที่ซีดเผือดและเริ่มเน่า แต่เนื่องจากมีนาฬิกาเรือนโปรดที่เจ้าของแขนใส่อยู่ตลอด ติดมาด้วยจึงทำให้เรารู้ว่านี่คือ แขนของเมฆ!!!

  ขวัญซึ่งควบคุมสติของตนเองไม่ได้จึงกรีดร้องออกมา ทำให้เสือโคร่งตัวนั้นพุ่งมาที่พงหญ้าทันที พวกเราทั้งสามคนตัดสินใจวิ่งหนีกลับไปทางหมู่บ้านอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีเสือโคร่งตัวใหญ่ กำลังเร่งฝีเท้าตามมา ในที่สุดมันก็กระโจนมาอยู่ด้านหน้าของพวกเรา เล็บของมันข่วนเข้าที่แขนขวาของฉันอย่างจัง เลือดสีแดงไหลอาบบาดแผลที่ถูกข่วน มันคายแขนของเมฆออกจากปาก แววตาแดงฉานของมัน มองมาทางพวกเราทั้งสามที่กำลังเข่าอ่อน เพราะวิ่งหนีมันในความมืด ก่อนที่มันจะพยายามต้อนพวกเราให้เดินถอยหลัง ในขณะนั้น ฉันสังเกตเห็นบางอย่างจากแววตาอันแดงฉานของมัน แววตาคู่นี้ดูคล้ายกับคนที่เรารู้จัก

  ฉันจึงตัดสินใจตะโกนออกไป

  “ผา…มึงใช่ไหม มึงเป็นคนฆ่าเมฆใช่ไหม” ฉันพูดท่วมกลางความงุนงงของเพื่อนทั้งสองคน เสือโคร่งตัวใหญ่ตัวนั้นก็ค่อยๆกลายสภาพ ใบหน้าของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นจากใบหน้าของสัตว์กลายเป็นใบหน้าของคน คนที่พวกเรารู้จักดี คนที่พาเรามาที่นี่ เสือตัวนี้คือ ภูผา และเขาเป็น เสือสมิง!!!

  “ใช่ กูฆ่ามันเอง กูใช้เสียงของขวัญเรียกมันให้ออกมาที่ลำธาร แล้วกูก็ฆ่ามันที่นั่นเอาศพมาทิ้งไว้ที่สุสาน รอให้ถึงตอนกลางคืนจะได้กลับมาเอาไปแบ่งให้พี่น้องในหมู่บ้านกูกินยังไงล่ะ…แล้วกูก็จะฆ่าพวกมึงด้วย พวกมึงไม่มีทางรอดออกไปได้ เพราะคนที่นี่เป็นเสือสมิงกันหมด” ภูผาที่ในตอนนี้มีท่อนบนเป็นคนท่อนล่างเป็นเสือโคร่งกำลังยิ้มเยาะพวกเราทั้งสามคน

  “ทำไมมึงต้องหลอกพวกกูมาฆ่า พวกกูทำอะไรให้มึง และมิตรภาพระหว่างเรามึงไม่เคยเห็นพวกกูเป็นเพื่อนเลยหรือยังไง” กายตะโกนออกไปด้วยความโกรธ

  “พวกมึงเป็นแค่อาหารของพวกกูเท่านั้น การหลอกพวกมึงมาที่นี่ จะทำให้คนในหมู่บ้านกูได้อิ่มท้อง” ภูผาพูด พลางย่างสามขุมเข้ามา พวกเราทั้งสามวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิงคนละทิศละทาง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่พ้น เพราะภูผาที่บัดนี้ได้กลายร่างกลับไปเป็นเสืออีกครั้ง ตะปบเข้าที่ลำตัวของขวัญ แรงตะปบนั้นแรงพอที่จะทำให้แขนของขวัญหลุดออกจากร่างในทันที จากนั้นจึงได้สังเกตเห็นว่ามีเสือโคร่งที่ลักษณะคล้ายกับภูผาอีกหลายตัว กำลังมุ่งหน้าเข้าไปรุมฉีกทึ้งกินศพของขวัญที่นอนตายอย่างแน่นิ่ง

  ฉันที่ปาดน้ำตาไปพลาง วิ่งหนีไปพลาง เลือดจากแผลที่ถูกข่วนยังคงไหลไม่หยุด เมื่อได้สติว่าไม่อาจวิ่งหนีไปไกลกว่านี้ได้ จึงพยายามกัดฟันฝืนความเจ็บปวด พาร่างเล็กๆของตัวเองปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่บริเวณนั้นเพื่ออำพรางตัว และเมื่อมองลงไปด้านล่างก็พบ กาย ที่กำลังปีนขึ้นต้นไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะภูผากำลังพุ่งตรงมาทางเขา

  กาย ถูกภูผาในร่างของเสือโคร่งตะปบเข้าที่กกหู ก่อนที่จะกัดเข้าที่คอจนทำให้ถึงแก่ความตายในทันที จากนั้นเขาจึงเอาปากคาบร่างของกาย ลากไปกองรวมอยู่ที่บริเวณเดียวกันกับขวัญเพื่อให้เสือโคร่งอีกหลายตัว มารุมทึ้งฉีกกินเนื้อของพวกเขา

  เป็นเวลานานที่ฉันแอบอยู่บนต้นไม้ เลือดจากบาดแผลค่อยๆหยุดไหล จนกระทั่งพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น เริ่มมีแสงสว่างจากท้องฟ้า เสือโคร่งพวกนั้นเริ่มเดินหายไปทีละตัว ทิ้งไว้แต่เพียงเศษซากของเนื้อ และกระดูกจากร่างของกายและขวัญ ฉันรออยู่บนต้นไม้อีกหลายชั่วโมง จนมั่นใจว่าพวกมันจะไม่ออกตามล่า จึงค่อยๆปีนลงจากต้นไม้แล้วเดินไปเรื่อยๆ ตามทางอย่างระมัดระวัง ฉันเดินอย่างไม่มีจุดหมาย ภาวนาให้ตัวเองไม่หมดแรงตายไปเสียก่อน เพราะเสียเลือดเยอะจากบาดแผลที่ถูกข่วน หลังจากเดินมาหลายชั่วโมงด้วยความหวังว่าจะรอดตาย ในที่สุดฉันก็พบกับลำธาร อาจเป็นลำธารสายเดียวกันกับที่พาดผ่านทางเข้าหมู่บ้าน แต่อยู่คนละฝั่ง

  ‘อดทนอีกนิดจะรอดแล้ว’ ฉันบอกกับตัวเอง จากนั้นจึงพยายามเดินลัดเลาะข้ามลำธารสายนั้นไปอย่างทุลักทุเล เมื่อข้ามมาได้ก็พบว่า ป่าอีกด้านของหมู่บ้านโป่งพยัคฆ์ที่ฉันหนีออกมา อยู่ติดกับตะเข็บชายแดนซึ่งมีบ้านคนตั้งอยู่บางตา ตาของฉันเริ่มพร่ามัวและมองเห็นไม่ชัดว่า สิ่งที่กำลังขยับอยู่ตรงหน้าใช่คนหรือไม่ ฉันอยากตะโกนให้เขาช่วย แต่คอของแห้งเป็นผง ทำให้ฉันไม่สามารถที่จะส่งเสียงได้ ฉันจึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีเหลืออยู่ค่อยๆ เดินเข้าไปให้ได้ใกล้ที่สุด ให้พวกเขาเห็นฉัน ฉันเดินเข้าไป เดินจนในที่สุดขาของฉันก็ไม่มีแรง ทำให้ฉันล้มลงหมดสติทันที

  ฉันลืมตาตื่นอีกครั้งบนแคร่ไม้ไผ่ มีหญิงชราและชายสูงวัยกำลังมองฉันอยู่ พวกเขาเป็นชาวบ้านที่กำลังตัดฟืนแล้วหันมาเห็นตอนที่ฉันกำลังล้มลงพอดี จึงเข้ามาช่วย พาฉันมานอนพักและหายามาทาที่แผลให้  แน่นอน พวกเขาต้องถามถึงสิ่งที่ฉันได้เจอมา เมื่อฉันเล่าทุกอย่างให้ฟัง พวกเขาบอกกับฉันว่า ฉันโชคดีมาก เพราะหมู่บ้านโป่งพยัคฆ์ เคยมีผู้นำเป็นคนมีวิชาอาคมแต่ทำผิดกฎที่ให้ไว้กับอาจารย์ผู้สอน จึงทำให้ของเข้าตัว จนกลายเป็นเสือสมิง แล้วผู้นำหมู่บ้านคนนั้นก็ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นเสือสมิงไปด้วย มีคนมากมายที่ถูกหลอกมาที่หมู่บ้าน แต่ไม่เคยมีใครรอดไปได้ เมื่อพูดจบชาวบ้านผู้แสนใจดีบอกกับฉันว่า ในวันพรุ่งนี้เขาจะพาฉันไปส่งในตัวเมือง แต่คืนนี้ขอให้พักผ่อนอยู่ที่นี่เสียก่อน ฉันจึงตอบตกลง

  หลังจากผ่านสถานการณ์อันเลวร้าย ที่เกือบทำให้ฉันต้องเอาชีวิตไปทิ้ง คืนนี้ควรจะเป็นคืนที่ฉันได้หลับอย่างเต็มตา ความคิดนั้นหยุดลงเมื่อหญิงชราผู้แสนใจดีเปิดประตูเข้ามา เขานำยามาทาแผลที่แขนให้กับฉัน แต่แล้วกลับมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นกับฉัน ทำไม ทำไมถึงรู้สึกหิว หิวมาก แต่ไม่ใช่ความรู้สึกของคนที่หิวข้าว เหมือนหิวกระหายอะไรบางอย่าง ในขณะนั้นเองฉันก็เกิดฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้  ‘แล้วผู้นำหมู่บ้านคนนั้น ก็ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นเสือสมิงไปด้วย’ ฉันก้มลงมองแผลถูกข่วนที่ในขณะนี้กำลังถูกทายาจากหญิงชราผู้ใจดี แล้วทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับฉัน…ก็พบกับคำตอบ

Visits: 81 | Today: 0 | Total: 68099