“รถไฟขบวนนั้น”

“จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ” เสียงนกตัวน้อยหยอกล้อกันยามเช้า เสียงใสสะท้อนเข้ามาในห้องนอนของเคนตะ เด็กหนุ่มวัย 13 ปี ที่นอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มหนานุ่ม ในบ้านไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ใจกลางเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้
            “อา เช้าแล้วหรอเนี่ย” เคนตะบ่นเล็กน้อย พลางพลิกตัวไปดูนาฬิกา แล้วจะกระเด้งตัวลงจากเตียงไปอาบน้ำ อย่างรวดเร็ว เพื่อเตรียมตัวลงไปกินอาหารที่แม่ของเขาเตรียมไว้

            “โอ้โห อาหารเช้าวันนี้ น่าทานจังเลยครับ” เคนตะมองและยิ้มให้หญิงสาวแสนสวย ที่เขาเรียกว่าแม่ ที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร แม่ของเขาก็ยังดูสวยและไม่แก่ลงเลยสักน้อย

            “รีบกินได้แล้ว เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย วันนี้เปิดเทอมวันแรกซะด้วย” เสียงของพ่อเคนตะ ที่ยังดูหนุ่มมากของเขาพูดขึ้น พลางเอามือเปิดหนังสือพิมพ์ ภาพยามเช้าแบบนี้ เป็นภาพซ้ำ ๆ ที่เคนตะเห็นเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่จำความได้

            แต่วันนี้พิเศษกว่าทุกวัน เพราะเป็นวันเปิดเทอมครั้งแรกของเคนตะ เขาเตรียมตัวมาแล้วอย่างดีสำหรับการไปโรงเรียนวันแรก
            เด็ก ๆ ทุกคนในเมืองแห่งนี้จะได้รับการศึกษาจากที่บ้านของตัวเอง ตั้งแต่เป็นเด็กอ่อนจนอายุครบ 13 ปี จึงจะได้ไปเรียนที่โรงเรียนประจำเมือง เพื่อเรียนรู้ ข้อบังคับตามประเพณีและเตรียมพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นในวันนี้จึงเป็นวันที่เคนตะตื่นเต้นและสดใสเป็นพิเศษ
        “ไปก่อนนะครับ” เคนตะบอกลาพ่อและแม่
        เมืองเล็ก ๆ ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ และร้านค้ามากมายเรียงติดกันให้เลือกสรรใช้จ่าย รวมถึงแหล่งอโคจรทั้งหลายที่จัดไว้เป็นโซนในอีกมุมหนึ่งของเมือง ดูเป็นระเบียบแต่ก็วุ่นวายด้วยผู้คน ในเมืองนี้คนแทบจะไม่ยิ้มให้กัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้จบไปแต่ละวัน แม้จะมีสถานที่มากมาย แต่เคนตะก็ไม่เคยไปท่องเที่ยวไปที่ไหนนัก เพราะเป็นกฎของเมืองนี้ 

       เคนตะหนุ่มน้อยผู้ไร้เดียงสากำลังเดินทางเพื่อไปเรียนด้วยความร่าเริง โดยไม่รู้เลยว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดกาล
       เด็ก ๆ อายุ 13 ปี จากทุกบ้านทั่วเมืองมารวมกันเพื่อเรียนบทเรียนสำคัญ และเรียนรู้เพื่อการเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ทุกคนตื่นเต้นและสดใส เคนตะมองหาที่นั่งในโถงใหญ่กลางโรงเรียน เพราะในคลาสแรกของวันนี้เป็นคลาสที่จะได้เรียนพร้อมกันทุกคนนั่นเอง
            “นั่งด้วยได้ไหมอะ” เสียงพูดห้วนๆ จากเด็กหนุ่มใส่แว่นอีกคนพูดขึ้น
            “ได้สิ นั่งด้วยกัน  ฉันเคนตะนะ” เคนตะตอบรับและยิ้มแย้มโต้ตอบ
            “อืม ฉันคิวยู เรียกคิวเฉยๆ ก็ได้” เด็กหนุ่มใส่แว่นพูดกับเคนตะ ทั้งสองนั่งข้างกัน และเริ่มพูดคุยกันจนรู้สึกถูกคอ คิวยูอยู่บ้านไม่ไกลจากเคนตะมาก แต่ทั้งคู่ไม่เคยเจอกันเลย เพราะกฎข้อห้ามที่ห้ามเด็ก ๆ ออกนอกบ้านไปไกลนัก ทำให้เคนตะมักเล่นอยู่เพียงในบ้านและระแวกบ้านเท่านั้น ซึ่งเด็ก ๆ คนอื่นก็ต้องปฏิบัติเช่นกัน

            “วี๊ดดด” เสียงไมโครโฟนที่หอนจนเสียงแหลม เตือนให้ทุกคนในห้องโถงหยุดการพูดคุยและจ้องมองไปบนเวที
            “สวัสดี ยินดีต้อนรับนักเรียนฝึกหัดระดับ 1 ทุกคน ฉันดร.อามิร่า เป็น ผอ.ของโรงเรียนจะคอยดูแลพวกเธอจนกว่าจะจบการศึกษาเพื่อไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี” หญิงสาวหน้าตาสวยคมพูดขึ้นกลางห้องโถง

            “บทเรียนแรกคือ กฎปฏิบัติของเมืองนี้ เรื่องแรกที่นักเรียนต้องรู้คือ ทุกคนในที่นี้ต้องเรียนให้ผ่านระดับ 3 ขึ้นไป ในแต่ละระดับจะต้องเรียน 2 ปี เพื่อฝึกปฏิบัติงานตามอาชีพของพวกเธอ จากนั้นจึงเลือกทำงานหรือจะเรียนต่อ เพื่อพัฒนามาเป็นอาชีพครูหรือสามารถเปลี่ยนอาชีพตามเดิมได้ แล้วพวกเธอก็จะสามารถเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเต็มตัว”

            “อีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นกฎของเมืองนี้ และฉันว่าพวกเธอก็คงสังเกตได้จากการอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของพวกเธอ คงมีคนสงสัยบ้างสินะ ว่าทำไมพวกเขายังหนุ่มสาวกันเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย และเรื่องนี้คือ ความจริงของเมืองนี้ที่ฉันจำเป็นต้องบอกให้พวกเธอรู้  ”

            ดร.อามิร่าตั้งใจหยุดเงียบไปเพื่อมองสายตาที่ทุกคนจ้องมาอย่างไม่ลดละ

            “ในเมืองของเรา มนุษย์ทุกคน อายุจะสิ้นสุดอยู่แค่ 25 ปี และจะไม่มีทางแก่ขึ้นอีกเลย ”

            หลังสิ้นเสียง ดร.อามิร่า เสียงฮือของนักเรียนทุกคนดังขึ้น ราวกับเรื่องที่สงสัยมาตลอดได้ถูกเปิดเผย ตามกฎของเมืองแล้วเรื่องราวเช่นนี้จะเปิดเผยไม่ได้ จนกว่าจะได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียน และโรงเรียนจะเป็นคนบอกถึงเรื่องที่ควรรู้เอง
            “เมื่อเรียนจนจบระดับ 3 ทุกคนจะมีอายุ 18 ปี นั่นคือสามารถเลือกใช้ชีวิตได้ตามใจ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎที่ว่า ห้ามกระทำสิ่งเลวร้าย คือ ห้ามพูดคุยกับคนที่มีผิวหนังเหี่ยวย่น ห้ามมีความสงสัยในอาชีพ ห้ามตั้งคำถามและทำตามข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แล้วทุกคนจะได้มีอายุ อยู่ที่ 25 ปีตลอดไป ไม่เช่นนั้นผิวหนังของพวกเธอจะเหี่ยวย่น อ่อนแอ และสาบสูญไปตลอดกาล ”

            เสียงฮือดังขึ้นอีกครั้ง เคนตะนั่งนิ่งเงียบ ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ ดร.อามิร่ากล่าวไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาคิดเสมอว่าเขาโชคดีที่มีพ่อแม่ที่ดูหนุ่มสาว แต่ความจริงคือพวกเขาไม่มีวันแก่ขึ้นหรือเติบโตได้อีกเลย ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดี  
             แต่สำหรับเคนตะแล้ว เขามองว่ามันเป็นสิ่งที่โหดร้ายชอบกล เพราะหมายถึงว่าอายุที่ไม่เปลี่ยนแปลง สังขารที่ไม่เปลี่ยนไป สวนทางกับจิตวิญญาณที่ร่วงโรยอยู่ทุกวัน เหมือนกับตุ๊กตาที่ไร้ซึ่งการเติบโตแต่วัสดุภายในที่สร้างมาก็เริ่มร่วงโรย ถึงแม้จะซักอีกกี่ครั้งก็ไม่สามารถสดใสได้เหมือนครั้งแรกที่เกิดมา

            “เคนตะ เคนตะ เฮ้ย! เคนตะ” คิวยูเขย่าร่างที่เหม่อลอยของเคนตะ เพื่อเรียกสติ และบอกให้เพื่อนของเขาหยิบสมุดขึ้นมาจดในบทเรียนถัดไปได้แล้ว
            “อ๊ะ! โทษที ฉันคิดอะไรเพลินไปหน่อย” เคนตะพูด แม้ในสมองยังคิดวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ตนเองเพิ่งรู้ และทำให้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

            ในวันแรกของการเรียน นักเรียนทุกคนเหมือนเติบโตขึ้นไปอีกระดับเลยก็ว่าได้ เพราะได้รู้ในสิ่งที่ตัวเองเคยสงสัย และรู้ว่าหน้าที่ที่ควรทำคืออะไร ตามกฎแล้วทุกคนต้องทำงานตามที่ครอบครัวเคยทำมา อย่างเคนตะเอง ที่บ้านเป็น ช่างแกะสลัก เขาก็ต้องเป็นช่างแกะสลักตามประเพณี จากนั้นโรงเรียนจึงมีการแบ่งห้องตามความถนัด ให้ได้ร่ำเรียนและประกอบอาชีพตามบรรพบุรุษ บ้านของคิวยูมีอาชีพที่ใกล้เคียงกันคือช่างไม้ จึงได้อยู่ห้องเรียนเดียวกันกับเคนตะ

            หลังจากกลับมาที่บ้านเคนตะได้เข้ากอดแม่ และถามในทุกเรื่องที่อยากรู้
            “แม่ครับ เรื่องที่คนผิวหนังเหี่ยวย่นเนี่ย เขาทำอะไรผิดหรือ ทำไมถึงต้องเหี่ยวย่นด้วยล่ะ แล้วทำไมเราต้องอายุแค่ 25 ปีล่ะแม่ เดี๋ยวผมก็อายุเท่าแม่แล้วสิ ทำไมล่ะครับ”
             เมื่อแม่ได้ยินเช่นนั้นจึงตกใจเพราะลูกชายกำลังตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่เมืองนี้ถือเป็นสิ่งที่ผิดประเพณี

            “ไม่ใช่เรื่องที่เด็กควรรู้หรอกนะลูก” แม่กล่าว

“แล้วพ่อกับแม่ ไม่เบื่อกับการที่ต้องตื่นมาทำงานแบบนี้ไปทุกวันไม่สิ้นสุดเหรอครับ”

พ่อและแม่ต่างมองหน้าและยิ้มให้กัน

“ดีเสียอีก ไม่ต้องแก่ เหี่ยวย่น หมดสิ้นแรงกาย เพียงแต่ในทุก ๆ วันที่ตื่นมามันเหมือนเดิม จนบางทีไม่มีจุดหมาย” พ่อตอบแล้วถอนหายใจเบา ๆ

            เคนตะรับรู้ได้ถึงพลังแห่งความเหนื่อยล้าที่พ่อและแม่ซ่อนไว้ เขาคิดว่าถ้าเป็นตัวเขาเอง ก็คงเหนื่อยไม่น้อยเช่นกัน

            เวลาผ่านไป เคนตะเรียนจบระดับ 3 ขณะนี้เขาโตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะเลือกทางเดินเองได้ เคนตะแปลกกว่าคนรุ่นเดียวกัน ในความคิดของเขายังคิดเสมอถึงเรื่องการเติบโตของอายุที่มากกว่า 25 จะเป็นไปได้หรือไม่ แล้วการสาบสูญไปมันจะต้องรู้สึกอย่างไร เขาอยากจะรู้ถึงเหตุผลของมันจริง ๆ

เมื่อทุกคนอายุครบ 18 ปี ก็จำเป็นต้องออกจากบ้านที่เคยอยู่ เพราะพ่อแม่ไม่มีอำนาจในการดูแลได้อีกต่อไป เช้าหลังจากวันที่เคนตะเรียนจบและกำลังเดินเข้าป่าไปหาไม้เพื่อสร้างบ้านของตัวเอง ก็ได้พบกับชายแก่คนหนึ่งที่กำลังเดินมาหาไม้เช่นกัน

เคนตะขยี้ตาตัวเองอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นชายแก่ ที่มีผิวหนังเหี่ยวย่น ดูน่าเกลียด หลังเริ่มงอ เดินช้า มีผมสีขาวหงอกเต็มทั้งหัว เคนตะทั้งกลัวทั้งสนใจ อยากเดินเข้าไปสอบถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น แต่กลัวชายแก่ผู้เหี่ยวย่นจะทำอันตรายตัวเขาเอง           

             “ข้ามาเก็บไม้ เดี๋ยวเดียว เดี๋ยวข้าก็ไปแล้ว อย่าไล่ข้าเลย” ชายแก่ก้มหน้าเก็บไม้อย่างเงียบ ๆ

ทำให้เคนตะเข้าใจแล้วว่า ชายแก่เองก็กลัวเขาอยู่ไม่น้อย ความสงสัยอยากรู้จึกทำให้เคนตะเดินเข้าไปและยื่นท่อนไม้ขนาดสวยท่อนหนึ่งให้กับชายแก่
            “ผะ ผะ ผมชื่อเคนตะนะ ท่านเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงได้มีผิวหนังเหี่ยวย่นได้ขนาดนี้ครับ”
            เคนตะถามด้วยความอยากรู้แต่ใจก็ยังสั่น

            ชายแก่มองเคนตะด้วยความแปลกใจ ไม่มีคนหนุ่มพูดคุยกับเขาเป็นเวลานานแล้ว ชายแก่วางท่อนไม้ลงและเริ่มสบตาเคนตะ

            “ข้าชื่อทอมโบ ข้าอายุ 75 ปีแล้ว เป็นอายุจริง ๆ ของข้า ใยเจ้าใคร่รู้ในสิ่งที่คนอื่นมองว่าผิดกันเล่า”
            ชายแก่ถามด้วยความสงสัยแต่ก็พอเข้าใจในเหตุนั้น

            “ผมไม่เคยพบเห็นคนแก่มาก่อน อีกอย่างผมมีเรื่องสงสัยมากมายเกี่ยวกับความชราที่ท่านได้มา แต่คนในหมู่บ้านผมไม่มีเลยเพียงสักคน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่า”
            เคนตะมองทอมโบด้วยสายตาใคร่รู้

            “เด็กน้อยเอ๋ย มีหลายสิ่งเลยที่เจ้าไม่เคยได้รู้ คนในหมู่บ้านเจ้าเองก็มีบางคน ก้าวเดินตามทางที่ข้าเดินเช่นกัน เพียงแต่ทนต่อความกดดันที่รังทำให้ป่วยใจไม่ไหว จึงต้องออกมาศัยอยู่อีกเมืองหนึ่งข้าง ๆ นี่เอง ”
            เคนตะเพิ่งรู้ว่ามีเมืองใกล้ ๆ แถวนี้เป็นที่อาศัยของคนแก่ชราด้วย

           “หากไม่เป็นการรบกวน ผมขอเดินทางไปกับคุณทอมโบได้ไหมครับ”
ชายชรายืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปากรับคำ “เอาสิ เรียกข้าว่า คุณตาก็แล้วกันนะเด็กน้อย”
 และทั้งคู่ก็เดินทางไปยังหมู่บ้านคนชรานั่นด้วยรถไฟขบวนหนึ่ง

           “ทางรถไฟนี้ ดูเหมือนรถไฟธรรมดาหากแต่คนที่นั่งมาจะเป็นคนที่ต้องการร่วงโรยไปตามเวลา ด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ความปรารถนาถึงจะเป็นจริง” ชายชราพูดพึมพำพลางอมยิ้ม           

            เคนตะรับฟังแม้ยังไม่เข้าใจ เขาใช้เวลาที่อยู่บนรถไฟ มองไปตามทางที่รถไฟผ่าน เคนตะได้เห็นสถานที่ที่สวยงาม เรียงรายไปด้วยภูเขา และบนนั้นที่มีหินปักบนพื้นอยู่หลายก้อนอย่างเป็นแถว เป็นระเบียบ เขาไม่เข้าใจว่านั่นคืออะไร

            “คุณตา หินนั่นคืออะไรหรือครับ ดูสวยงามพิกล”

            “อ้อ นั่นคือสิ่งที่พวกเราที่เหี่ยวย่น ทุกคนต้องการยังไงล่ะ ความสงบที่แท้จริง”ชายชราตอบเคนตะพลางมองออกนอกหน้าต่าง

            เพียงไม่นานขบวนรถไฟก็พาเคนตะและชายชราก็มาถึงยังหมู่บ้านสัจธรรม ที่เต็มไปด้วยชายหญิงหลากหลายวัย ทั้งที่ยังดูไม่แก่มาก ทั้งที่เกือบจะชรา และชรามาก ๆ แล้ว บ้างก็ดูยิ้มแย้มเป็นมิตร บ้างก็มีผมหงอกขาวโพลน นั่งอยู่บนรถเข็นจนไม่สามารถฝืนยิ้มหรือทำอะไรไหว

            “นะ นี่น่ะเหรอครับ เมืองของคนที่ได้แก่ไปตามกาลเวลา”
            เคนตะถามขึ้นพลางมองไปรอบ ๆ อย่างไม่ละสายตา

            นกตัวน้อยสีขาวบินวนกันเป็นกลุ่ม ราวกับมาต้อนรับหนุ่มน้อยคนนี้ เมืองแห่งนี้มีร้านค้า ข้าวของเครื่องใช้ขายไม่ต่างกับเมืองที่เคนตะอยู่ ต่างกันแค่เพียงที่แห่งนี้ทุกคนดูมีความสุข และมีอิสระตามที่ใจต้องการ คุณลุงคนขายไอติมยิ้มและโบกมือทักทายเคนตะ หญิงสาววัยทองหันมายิ้มหวานให้เคนตะจากร้านขายเสื้อผ้าของเธอ
            “ทุกคนดูเป็นมิตรจริง ๆ ครับ” เคนตะกล่าว
            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขนาดนั้นเชียวเหรอ ความตื่นตาของเจ้าช่างดูสดชื่นเสียจริง มาๆ ข้าจะพาไปหาคำตอบของความสุขที่เจ้าเห็นนี้”
            ชายชราทอมโบพูดพลางเดินนำทางเคนตะช้า ๆ ไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ดูเก่าแต่ไม่โทรมนัก ด้านหน้ามีเขียนไว้ว่ามีตั๋วจำหน่าย
            “สวัสดีจ้ะหนุ่มน้อย” เสียงทุ้มหวานของสาวแก่คนหนึ่งดังขึ้น
             “สงสัยล่ะสิว่าทำไมทุกคนที่นี่จึงยิ้มแย้มกันเสียเหลือเกิน” ราวกับเจ้าของเสียงนี้อ่านความคิดของเขาได้
            “คะ ครับ สงสัยครับ สงสัยด้วยครับว่าทำไมถึงได้แก่ขึ้นได้แบบนี้”
            “ฮะฮ่าฮ่า มา ฉันขอแนะนำตัวก่อนนะ ฉันคือควีน่า อายุตอนนี้ก็ 62 แล้ว ยังไม่แก่มากใช่ไหมล่ะ”

            “ยังเลยครับ ยังดูสวยและใจดีมาก ๆ” เคนตะกล่าวยอควีน่าเพื่อให้ได้คำตอบโดยเร็ว

         “นานมาแล้วนะ เมืองของเราได้มีผู้คนที่อายุ 25 ปี เดินทางมาจากเมืองของเธอ เพื่อมาหาความสุขที่แท้จริงของชีวิต การที่ได้มีชีวิตอยู่เพียง 25 ปีนั้น มันช่างแสนดีในช่วงแรก ….จนนานวันเข้า ความสวยงามของรูปร่าง และพละกำลังก็ไม่ได้เป็นเหตุผลในการใช้ชีวิตอีกต่อไป”

         “ความรู้สึกไร้จุดหมาย ทรมานกับการที่ต้องตื่นนอน ถาโถมเข้ามาหาเขา การมีลูก แต่พอเขาอายุได้ 18 ปี ก็ต้องปล่อยลูกออกไปหาชีวิตของเขาเอง และมันก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นสร้างความเจ็บปวดหลายครั้ง จนผู้คนเริ่มค้นหาคำตอบของการมีชีวิต”
            “เธอรู้ไหม ว่าความจริงแล้ว ถึงแม้ร่างกายจะไม่แก่ชรา แต่ความอ่อนล้ามันสะสมอยู่ในจิตวิญญาณ”
            “ผู้คนมากมายเริ่มตามหาอิสระ จึงเลือกเดินทางมาที่นี่ และแน่นอน มันเป็นเรื่องที่ผิดกฎตามที่เมืองเดิมของเรา ปรากฎไว้ ”
            “ความชรา ก็เริ่มเข้ามา ผิวหนังจากที่เคยเต่งตึงก็เหี่ยวย่น ร่างกายก็ขยับได้ช้าลง แต่นี่แหละ คืออิสระอย่างแท้จริงของการมีชีวิต แท่นหินพวกนี้สลักชื่อของผู้คนที่เคยมีอยู่จริงบนโลกแห่งนี้ หากเธอ หนุ่มน้อย ได้เติบโตตามอายุ เธอก็จะได้รับอิสระเช่นนี้แหละ”

          “การไม่ต้องรู้สึก การไม่ต้องทำทุกวันซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีเป้าหมาย การเป็นอิสระทำให้ทุกวันที่ฉันยังอยู่ช่างมีค่าเหลือเกิน” แววตาอันเป็นประกายของควีน่า บ่งบอกว่าเธอรู้สึกยินดีกับความชราที่กำลังจะมาถึงอย่างแท้จริง

         เคนตะเลื่อมใสในสิ่งที่ควีน่าพูด เพราะเหมือนตอบคำถามที่เขาสงสัยทั้งหมดแล้ว และนี่คือสิ่งที่เขาตามหามาตลอด
            “แล้วถ้าผมอยากเป็นอิสระบ้าง ผมต้องทำอย่างไรเหรอครับ”
            ควีน่ามองมาที่หน้าเด็กหนุ่มผู้มีความศรัทธาในอิสระคนนี้ เธอรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นเคนตะ
            “ขบวนรถไฟที่เธอได้นั่งมานั่นไง หากเธอสามารถละทิ้งความหลงไหลในรูปลักษณ์ อายุ พละกำลังที่ควรมีตลอดไปได้ รถไฟขบวนนี้จะเปล่งแสงประกายตลอดทางรถไฟที่เธอเดินทางมา หลังจากนั้นอายุและร่างกายของเธอก็จะค่อย ๆ เข้าสู่สภาวะโรยรา เสื่อมคลายไปตามวันเวลาเช่นคนที่นี่ ตอนขามาเธอเห็นแสงเปล่งประกายหรือไม่ล่ะ…”

            “ไม่ครับ….” เคนตะตอบด้วยน้ำเสียงปนเศร้า

ควีน่ายิ้มเบา ๆ และบอกว่า
            “เพราะในตอนขามาเธอมีเพียงความใคร่รู้ และในวันนี้คำตอบก็กระจ่างชัดแล้วนะหนุ่มน้อย คงถึงเวลาที่เธอต้องกลับเมือง กลับไปทำในสิ่งที่เธอต้องทำ หากวันใดวันหนึ่ง เธอรู้ใจตัวเองแล้ว อยากกลับมา หรือเธอต้องการเป็นอิสระอย่างแท้จริงอย่างที่เธอตามหา”
            “เอ้านี่ ตั๋วสัจธรรม” ควีน่ายื่นตั๋วที่เป็นกระดาษเล็ก ๆ สีขาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เคนตะ
             “ตั๋วใบนี้จะบอกเธอเองเมื่อเวลานั้นมาถึง ถ้าเธอหลุดพ้นจากความหลง ความต้องการ ได้จริงในวันใด ตั๋วใบนี้จะนำทางเธอกลับมาเอง”
            เคนตะรับตั๋วสัจธรรมมาจากมือควีน่า หญิงชราที่เขาคิดว่ายิ้มสวยที่สุดในตอนนี้

จากนั้นเคนตะก็ได้กล่าวขอบคุณและบอกลาควีน่าและชายชราที่ได้พามาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ และตอบคำถามที่คาใจเขามาตลอด

          เคนตะกลับมาถึงเมืองอันแสนวุ่นวายด้วยรถไฟขบวนเดิม พร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มยิ้มและหัวใจที่พองโต เขาได้รับคำตอบของชีวิตแล้ว การเดินทางกลับมาในเมืองวันนี้ มาเพื่อปฏิบัติตามสิ่งที่ควรทำนั่นคือการทำงาน การสร้างบ้านตามที่ค้างคาไว้ และเขาเชื่อว่าเมื่อถึงเวลา ทางรถไฟแห่งนี้จะเรียกเขา และเขาก็จะเดินทางกลับไปอีกครั้งในวันที่เขาพร้อมออกเดินทางแล้ว

   “ความแก่ชราเป็นสิ่งที่สวยงามและเป็นอิสระภาพที่แท้จริง”

Visits: 70 | Today: 0 | Total: 68168