โคฟเวอร์แดนซ์ ที่มากกว่าการเลียนแบบ

          ในช่วงที่ผ่านมา วัฒนธรรมเกาหลี เป็นที่นิยมมากในประเทศไทย โดยเริ่มแรกได้แทรกซึมผ่านซีรีส์ชื่อดัง อย่าง Full House สะดุดรักที่พักใจ ในปี พ.ศ. 2547 ซีรีส์แจ้งเกิดของ เรน และซงฮเยคโย และซีรีส์เรื่อง แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง ในปี พ.ศ.2548 ซีรีส์แนวพีเรียด ที่มีการเล่าถึงชีวิตของหญิงสามัญชนคนหนึ่งที่มีความสามารถทางด้านการทำอาหาร สองซีรีส์นี้ ทำให้คนไทยหันมาให้ความสนใจประเทศเกาหลีมากยิ่งขึ้น ทั้งมีการรวมกลุ่มกันไปเที่ยวเกาหลี ตามรอยพระเอกนางเอกไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ การทานอาหารเกาหลี รวมถึงการสนใจเพลงเกาหลีมากขึ้นด้วย   

          ซึ่งเพลงเกาหลีที่เข้ามาสร้างชื่อเสียงในประเทศไทย สร้างกระแสการเต้นโคฟเวอร์ขึ้น คงหนีไม่พ้น เพลง NOBODY ของสาว ๆ วง Wonder girls และเพลง SORRY, SORRY ของหนุ่ม ๆ วง SUPER JUNIOR  ที่สร้างปรากฏการณ์การเต้นเลียนแบบศิลปินไปทั่วเมืองไทย ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ต่างออกมาโคฟเวอร์ท่าเต้นของเพลงนี้ อัพลงสื่อออนไลน์ ออกข่าวทางสื่อหลักมากมาย และด้วยเพลงที่มีความสนุกสนาน มีท่าเต้นเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ศิลปินภายในวงมีรูปร่างหน้าตาที่หล่อ สวย ตามแบบฉบับหนุ่มสาวเกาหลี ความพิเศษแปลกใหม่เหล่านี้ ทำให้เกิดฐานแฟนคลับในไทยขึ้น จนมีชื่อเรียกฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบศิลปินเกาหลีว่า “ติ่ง” เกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อคุยและแลกเปลี่ยนความชอบซึ่งกันและกัน นอกจากนี้เหล่าติ่งเกาหลียังให้ความสนใจเรื่องการเต้น แนวการเต้นที่แปลกใหม่น่าสนใจ ออกท่าทางเลียนแบบศิลปินที่เขารัก จนเกิดเป็นการเต้นโคฟเวอร์ในที่สุด

ความเปลี่ยนแปลงของวงการโคฟเวอร์

          การเต้นโคฟเวอร์เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มติ่งเกาหลีหรือกลุ่มที่ชื่นชอบแนวการเต้นสไตล์เคป๊อป ซึ่งต่อมาไม่นาน ก็ได้มีเวทีการแข่งขันเต้นโคฟเวอร์เกิดขึ้น วงต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามาแข่งขัน  เป็นความสุขที่เหล่านักโคฟเวอร์ได้จากงานอดิเรกนี้

          การแข่งขันเต้นโคฟเวอร์ในยุคแรก ๆ นั้น มีความแตกต่างจากปัจจุบัน คุณเฉลิมไชย เล็กบุญแถม สมาชิกวง Lollipop CZ อดีตแชมป์งาน Visit Korea Year K-POP Cover Dance Festival 2012  ได้เล่าว่า ตัวคุณเฉลิมไชยเองได้เริ่มเต้นโคฟเวอร์ตั้งแต่ตอนปี พ.ศ.2553 ซึ่งรูปแบบการแข่งขันในยุคแรกจะออกมาในแนวเรียบง่าย สนุกสนาน การแข่งขันเน้นไปในทางการสื่ออารมณ์ให้เหมือนศิลปินมากที่สุด ซึ่งจะแตกต่างจากการแข่งขันเต้นโคฟเวอร์ในปัจจุบัน ที่มีความจริงจังมากขึ้น นอกจากอินเนอร์แล้ว ก็จะเน้นไปทางการเต้นหนักแข็งแรง และมีการประยุกต์นำการเต้นแนวอื่นมาใช้กับโชว์ด้วย คุณวนัสวีร์ หาความสุข สมาชิกวง Black peak ที่อยู่ในวงการโคฟเวอร์มามากว่า 11 ปี ก็ได้เล่าถึงลักษณะการแข่งขันในช่วงแรกไว้ได้อย่างใกล้เคียงกับคุณเฉลิมไชย “ในช่วงแรกจะแข่งกันเรื่องคาแรคเตอร์ ความเหมือนศิลปิน แต่ช่วงหลัง ๆ รู้สึกจะเริ่มแข่งกันที่ความอลังการ และความคิดสร้างสรรค์ของโชว์มากกว่า” 

หัวใจของการเต้นโคฟเวอร์

          อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า สรุปแล้วการเต้นโคฟเวอร์คืออะไร คุณภุมรัตน์ โพธิ์เจริญ วง Wonwon และคุณศรายุธ พรมไธสง วง big hmmm ให้ความเห็นว่า การเต้นมีหลากหลายศาสตร์ เช่น บัลเล่ต์ ฮิปฮอป ลีลาศ และอีกมากมาย แต่ละศาสตร์ก็จะมีเทคนิคการเต้น การออกท่าทางที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการเต้นโคฟเวอร์มีจุดเด่น และแตกต่างกว่าทุก ๆ ศาสตร์คือ เรื่องอินเนอร์ อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่าการเต้นโคฟเวอร์คือการนำเพลงที่มีอยู่แล้วมาเต้นตาม แต่ไม่ใช่แค่จะต้องเต้นยังไงให้พร้อม เต้นตามยังไงให้แข็งแรง แต่เราต้องศึกษาอารมณ์ คาแรคเตอร์ของศิลปินด้วย ต้องถ่ายทอดอารมณ์ให้เทียบเท่าศิลปินให้ได้ถึง 90% 

          พูดง่าย ๆ ว่า หัวใจสำคัญของการเต้นโคฟเวอร์คือ “การเป็นศิลปินคนนั้น ๆ”

กลวิธีสร้างอินเนอร์ให้โดนใจ

          เพราะคาแรคเตอร์และอินเนอร์ คือหัวใจสำคัญของการเต้นโคฟเวอร์ ที่มากกว่าการเต้นคือการสื่อสารให้คนดูเชื่อว่าเราคือศิลปินคนนั้น เราคือฮยอนอา เราคือจงอิน ต้องคำนึงถึงผู้ชม ว่าเขาจะสนุกไปกับการแสดงของเราไหม สมมติว่าทั้งวงเต้นดีหมด แต่มีคนหนึ่งในวงหน้านิ่ง ทั้ง ๆ ที่เต้นดีมาก ผู้ชมก็จะรู้สึกได้เลยว่าโชว์นี้ไม่สนุก  

          คุณนพดล ศิริเอก วง Mamamhoo ที่มักจะเลือกโคฟเวอร์ศิลปินที่มีคาแรคเตอร์และอินเนอร์ชัดเจนได้บอกว่า การจะมีอินเนอร์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียว สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ การเลือกวงและเลือกศิลปินที่มีความเหมาะสม ตรงกับคาแรคเตอร์ของเรา ใช่ตัวเรามากที่สุด จากนั้นให้เราพยามยามดู เก็บรายละเอียด ซึมซับศิลปินคนนั้นให้มาก ถ้าเราอยู่กับเขาไปนาน ๆ เราจะเริ่มจับจุดได้ว่า เขาจะชอบทำท่าแบบนี้ เดินท่าทางแบบนี้ ใช้สะโพกกับการเดินมากแค่ไหน วิธีการใช้เรือนร่างในการออกท่าทาง รวมถึงการแสดงออกทางสีหน้า นอกจากนี้ถ้าเราเข้าใจความหมายของเพลง ก็จะเป็นตัวช่วยให้เราถ่ายทอดอารมณ์ส่งถึงผู้ชมและกรรมการได้ดีมากขึ้น จากนั้นควรหมั่นฝึกปฏิบัติให้ชิน ฝึกทั้งลิปซิงค์และอินเนอร์ควบคู่กันไป  

          เสริมเทคนิค วิธีฝึกอินเนอร์ให้โดนใจกรรมการ จากคุณวสวัตติ์ อินทร์พุ่ม วง Devotion หนึ่งในคณะกรรมการ การแข่งขัน COVE SEED Cover Dance Contest 2019 ได้แนะนำเทคนิคให้กับนักเต้นรุ่นน้องว่า คนในวงมีส่วนช่วยกันสร้างจุดแข็งเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์ได้ โดยในช่วงการฝึกซ้อม ให้นั่งล้อมวงกัน เพื่อลิปซิงค์เพลงที่เราโคฟเวอร์ ผลัดกันร้องไปทีละท่อน โดยทีละท่อนนั้นต้องใส่อินเนอร์ สวมวิญญาณความเป็นศิลปินไปด้วย จากนั้นให้คนในวงช่วยกันดูว่าอินเนอร์ของแต่ละคนอยู่ในระดับไหน และช่วยบอก ช่วยกันปรับแก้ หมั่นฝึกให้ชินเพื่อลดความตื่นเต้นและความผิดพลาดบนเวที ที่สำคัญคือต้องมีความมั่นใจ ไม่เคอะเขิน  

แค่มีอินเนอร์ก็เพียงพอแล้วใช่หรือไม่

          อินเนอร์อาจจะเป็นใจหลักสำคัญก็จริง แต่ความพร้อมเพรียงและไลน์เต้นก็สำคัญไม่แพ้กัน        คุณวริศรา พรหมณี และคุณกิตติยา โฉมเฉลา สมาชิกวง Destiny’z บอกกับเราว่า ความพร้อมเพรียงและไลน์เต้นจะเป็นจุดที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมและเรียกคะแนนจากคณะกรรมการได้เป็นอย่างดี การออกลวดลายท่าทางที่พร้อมกัน ไลน์เต้นที่ใกล้เคียงกัน การเก็บองศามือ องศาท่าเต้นที่เป๊ะ ไม่มีใครโดดหรือเด่นไปกว่าใคร ซึ่งกว่าจะได้ความเป๊ะความพร้อมเพรียงมานั้น เป็นเรื่องที่ยาก ด้วยความที่เอกลักษณ์ไลน์เต้นของสมาชิกแต่ละคนในวงไม่เหมือนกัน ความสามารถและความหนักเบาในการออกท่าทางมีระดับแตกต่างกันไป 10 คน 10 ไลน์เต้น ดังนั้นการปรับไลน์ของแต่ละคนในวงให้ลงตัวนั้น ต้องใช้เวลาและความอดทนค่อนข้างมาก 

          ฉะนั้นจึงต้องอาศัยการซ้อมที่หนัก ต้องมีความสามัคคี มีความทุ่มเทให้กับการเต้น ต้องแลกมาด้วยแรงกายแรงใจ ความมีวินัย เพื่อผ่านเงื่อนไขเรื่องความยากนี้ไปให้ได้ รวมถึงการสละเวลามาฝึกซ้อม นักเต้นส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยแห่งการเรียนและการทำงาน การจัดสรรค์เวลาจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการได้มาซึ่งคุณสมบัติในข้อนี้ด้วย

เมื่อโชว์ที่ดีคือองค์ประกอบสำคัญ

          เมื่อสามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้เหมือนศิลปิน และมีท่าเต้นที่สวยคมพร้อมกันแล้ว ขาดไม่ได้หากไม่มีโชว์สร้างสรรค์ ที่จะช่วยสร้างความประทับใจ ความตื่นเต้นอลังการให้กับผู้ชมและพิชิตใจกรรมการ  ซึ่งเบสิคของการสร้างสรรค์โชว์มีอยู่ 3 องค์ประกอบด้วยกัน คือ เพลงอินโทร ที่จะอยู่ในช่วงแรกของโชว์ เป็นการเต้นประกอบดนตรีอาจมีคำร้องหรือไม่ก็ได้ ต่อมาเป็นช่วงกลางของโชว์ คือการโชว์เพลงหลักที่เราใช้โคฟเวอร์ และสุดท้ายคือช่วงเบรกแดนซ์ ที่ส่วนใหญ่แล้วก่อนจะจบเพลงหลักจะมักถูกคั่นด้วยเบรกแดนซ์เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจ ซึ่งช่วงเพลงอินโทรและเพลงเบรกแดนซ์ หากใส่ท่าเต้นที่คิดเองและเพิ่มเติมเสริมพร็อบเข้าไป ก็จะยิ่งเรียกคะแนนในส่วนความคิดสร้างสรรค์ได้เต็มร้อย

          คุณภัทราภรณ์ พัฒโน สมาชิกวง Cosmo ที่เคยพลาดรางวัลจากการแข่งขัน สาเหตุมาจากโชว์ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจได้มากพอ ได้เล่าให้ฟังถึงความหลังว่า หลังจากการแข่งขันในครั้งนั้น ทำให้เราหันมาสนใจในขั้นตอนการออกแบบโชว์มากขึ้น ใส่ใจในการคิดโชว์และการมิกซ์เพลงมากกว่าเดิม จึงทำให้รู้ว่า หลักสำคัญของการสร้างโชว์คือการเลือกเพลงอินโทรและเพลงเบรกแดนซ์ให้เข้ากันกับเพลงหลัก ต้องไปในทิศทางเดียวกัน และคงคอนเซ็ปต์ความเป็นเอกลักษณ์ของวงต้นแบบไว้ด้วย หากเลือกเพลงที่ขัดอารมณ์กัน อาจส่งผลให้โชว์ที่ออกมาไม่สามารถทำให้ผู้ชมไต่ระดับอารมณ์ไปถึงจุคพีคได้ โชว์ของเราก็จะขาดเสน่ห์ไป 

ดีทุกอย่าง แต่มาตกม้าตายเรื่องชุด

          ชุดการแต่งกาย คะแนนในส่วนนี้ ทุกคนคงคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะกอบโกย แต่ก็มีหลายวงที่พลาดรางวัลเพราะขาดชุดการแต่งกายที่ดีไป ขาดการใส่ใจคิดว่าใส่ชุดอะไรก็ได้ คุณนิชนันท์ ผ่องใส สมาชิกวง Destiny’z บอกว่า การเต้นโคฟเวอร์ คือการเลียนแบบศิลปินทั้งท่าเต้น อินเนอร์ และการแต่งกายด้วย การมีชุดแต่งกายที่ดี จะช่วยส่งเสริมให้เราดูเหมือนศิลปิน เสริมภาพลักษณ์ของวงให้ดูเป็นมืออาชีพ ทั้งนี้รวมไปถึงการแต่งหน้าทำผม ทรงผมสีผม ต้องถอดแบบออกมาให้ใกล้เคียงได้มากที่สุด หากมีทุนทรัพย์ที่เพียงพอ ก็อาจจะสั่งตัดชุด แต่ในบางกรณีก็อาจใช้การ Mix and Match เสื้อผ้าที่มีอยู่ มาตัดเย็บใหม่ แบบกรณีหลังนี้จะประหยัดกว่าการสั่งตัด แต่ต้องอาศัยการใช้ฝีมือความสร้างสรรค์และความอดทนมากกว่าแบบแรก

          ฉากหลังแห่งความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย อาศัยใจรัก และทุ่มเทไปกับมัน หากมองผิวเผิน การเต้นโคฟเวอร์อาจเป็นเพียงงานอดิเรกที่ดูธรรมดา เป็นแค่การเต้นเลียนแบบศิลปินเท่านั้น แต่ความจริงแล้วการเต้นโคฟเวอร์คืองานที่ต้องใช้ความสามารถเช่นเดียวกัน ทุกข้อทุกองค์ประกอบของการเต้นโคฟเวอร์นั้น มีความยากง่ายแตกต่างกันไป ความยากเหล่านี้เป็นสิ่งที่      ท้าท้าย นักเต้นต้องพิชิตและก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้

 

Photo by Nunnapair

Video by Korean Buu

Visits: 203 | Today: 0 | Total: 41667