มุมมองศิลปินรุ่นใหม่ จิด้า – จิดาภา ศิริบัญชาวรรณ กับกระแส T-POP ในปัจจุบัน

          หลายปีที่ผ่านมานี้ กระแสเพลงไทยถือได้ว่าถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างมากตามกาลเวลา ภาพในอดีตที่เราเห็นการออกอัลบั้มในรูปแบบของแผ่นซีดีได้ลดจำนวนน้อยลง หรือแทบเรียกได้ว่าหายากกันเลยทีเดียว ณ ตอนนี้ ค่ายเพลงส่วนใหญ่ หลายค่ายนำผลงานเพลงของศิลปินผันมาอยู่ในช่องทางสตรีมมิ่งกันเกือบทั้งหมด ประกอบกับปัจจุบันค่ายเพลงต่าง ๆ ปั้นศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นอย่างมากมาย สร้างผลงานที่น่าสนใจและมีมาตรฐานที่ดีจนทำให้ผู้คนได้รู้สึกเสมือนย้อนวัยกลับไปฟังเพลงไทยเมื่อหลายปีก่อน หรือนี่จะเป็นสัญญาณที่ดีของกระแสของ T-POP ในการกลับมารันวงการอีกครั้ง

           วันนี้เรานัดกับ จิด้า – จิดาภา ศิริบัญชาวรรณ สาวน้อยหนึ่งในสมาชิกวง Hi-U จากค่าย MBO ในเครือ GMM Grammy ที่ร้านกาแฟชื่อดังย่านอโศก นอกจากจะเป็นเจ้าของอินสตาแกรมยอดผู้ติดตามกว่า 300,000 คนแล้ว เธอคือผู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อความฝัน แม้ว่าจะล้มและผิดหวังมาหลายครั้ง เธอมาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนได้เห็น ว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ทุกคำตอบในการสัมภาษณ์สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและความจริงใจที่มีต่อความฝันของเธอ เด็กน้อยที่หลายคนคุ้นชินจากการแสดงซีรีส์หลาย ๆ เรื่อง ในวันนี้เธอได้พิสูจน์ตัวตนในฐานะศิลปินให้ทุกคนได้เห็นกับเจ้าของผลงานเพลง ‘ใครมีแฟนออกจากแก๊งเราไป’ และล่าสุดเพลง ‘อย่างนี้สิ’  เราจะมาร่วมเปิดมุมมองด้านการทำงานของเธอภายใต้กระแส T-POP ในปัจจุบันไปพร้อมกัน

          จุดเริ่มต้นการเป็นศิลปิน

          จิด้าเล่าถึงที่มาในการเป็นศิลปิน ตั้งแต่วันแรกของจิด้าในวัย 16 ปี เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่อายุน้อยสำหรับการแข่งขันในรายการ หากเทียบกับเพื่อนร่วมการแข่งขันอีกทั้ง 11 คน 

          “จุดเริ่มต้นของด้าเป็นช่วงม.3 จะขึ้น ม.4 ตอนนั้นด้าเรียนอยู่อเมริกาค่ะ ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน แล้วก็มีผู้ใหญ่จากค่าย MBO ติดต่อมาลองให้ออดิชั่น ซึ่งตอนนั้นไม่สามารถมาได้เพราะยังเรียนอยู่ จำเป็นต้องปฏิเสธไป แต่พอกลับมาทางค่ายก็ติดต่อมาอีกครั้ง เพราะเขายังต้องการอยู่ ก็เลยตัดสินใจลองไปออดิชั่นค่ะ แล้วก็เข้ารอบได้แข่งขันในรายการ MBO The Idol Game ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะไม่ได้ชนะ แต่ทีมงานก็ยังคงเห็นความตั้งใจของเรา ให้โอกาสเราฝึกฝนจนกลายมาเป็นเกิร์ลกรุ๊ป” 

          เธอเล่าว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่อยู่ในรายการ เธอไม่เคยคิดที่จะหยุดพัฒนาตนเอง จากวันนั้นจนถึงวันนี้เธอได้ก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ในวงการบันเทิง และมากกว่า 3 ปี ในการเตรียมตัวสำหรับวงเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ของไทยอย่างวง Hi-U 

          ภาพรวมวงการบันเทิงของวงการเพลงไทย ในมุมมองของจิด้า

บางคนมองว่าการได้เป็นศิลปิน ได้ออกผลงาน ได้ร้องเพลงเป็นอาชีพที่สบาย แต่ใครกันที่จะรู้ความจริงว่ามันไม่ง่ายเลยกับการที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่สุดหิน จิด้าเล่าให้เราฟังว่าช่วงหลังมานี้ เป็นช่วงที่ยากมากสำหรับวงการเพลงไทย การแข่งขันค่อนข้างสูง ศิลปินเกิดใหม่เยอะ แต่คนที่ประสบความสำเร็จนั้นมีน้อย 

          “ตอนนี้รายการของไทย ยังไม่มีพื้นที่สำหรับโชว์ของศิลปิน ได้โชว์ศักยภาพ ซึ่งในความคิดด้ามองว่าเป็นสิ่งที่ควรมีค่ะ  จริง ๆ แล้วที่มันไม่มีอาจเป็นเพราะว่าเรื่องของการติดลิขสิทธิ์ แบบค่ายนั้นค่ายนี้ทำไม่ได้ แล้วก็อาจจะเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนด้วยที่ไม่สามารถทำได้ แบบว่าถ้าสมมติสร้างรายการขึ้นมา ต้องมาดูกันอีกว่าเจ้าของรายการจะได้อะไร จะมีสปอนเซอร์เข้ามาไหม  แต่ลึก ๆ ใจจริงด้าก็อยากให้มีนะคะ คิดจะสร้างเองด้วยซ้ำ ถ้ามีเงิน (หัวเราะ)” สิ้นคำตอบก็ตามมาด้วยเสียงเล็กเอ่ยขึ้นกับประโยคที่ว่า ‘แล้วก็อยากให้ผู้หญิงมีที่ยืนมากกว่านี้ค่ะ’ 

          อุปสรรคที่ต้องเจอในวงการเพลงไทย

          การได้ทำงานที่เรารัก ใช่ว่าเส้นทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป จิด้าเล่าให้เราฟังถึงหลายสิ่งที่พบเจอมาในการทำงาน หลายครั้งที่อุปสรรคที่พบเจอสร้างความเจ็บปวดให้ไม่น้อย

          “โห มีหลายอย่างมากค่ะ ตั้งแต่ด้าอยู่ในวงการมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เพราะเราไม่ค่อยมีงาน หรืออาจจะเกี่ยวกับเรื่องค่าตัวที่สูงมากจนไม่มีใครจ้าง (หัวเราะ) แล้วก็เรื่องทีมเวิร์คที่แพสชันไม่เท่ากันค่ะ ก็น่าจะเป็นอุปสรรคหลัก ๆ เลย แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่สำหรับด้าคือ สิ่งที่เราอยากมีแต่ไม่สามารถมีได้เพราะเราอยู่ภายใต้กรอบของคนอื่น ทำให้เราทำในทุกอย่างที่เราต้องการไม่ได้” 

          แต่ละช่วงเวลาของจิด้าดูเหมือนว่าจะต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ตั้งแต่วินาทีที่เด็กสาวคนนี้ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ในการเข้ามาทำงานวงการเพลง ได้ลองเป็นนักแสดงหลายบทบาทที่ได้รับ แน่นอนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเธอภูมิใจในตนเองที่สามารถก้าวผ่านความกลัวมาได้เป็นอย่างดี

          “ส่วนตัวด้าคิดว่าตัวเองมาไกลจากแต่ก่อนมาก ๆ แล้วค่ะ จากที่เมื่อก่อนเราขี้อายมาก พูดยังไม่กล้าพูด ไม่กล้ามองหน้าใคร เรากลัวทุกอย่างเลย เพราะว่าเจอปัญหามาเยอะ โดนคำบูลลี่รอบด้าน โดนว่าเรื่องความสามารถไม่เท่าคนอื่น แต่พอมองกลับมาวันนี้ เราก็ก้าวข้ามผ่านมาได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เก่งขนาดนั้น แต่ด้าคิดว่าตัวเองยังพัฒนาได้อีก และสิ่งสำคัญคือด้าจะพยายามนึกถึงแฟนคลับที่รักเรา ไม่ไปนึกถึงคนที่ไม่รักค่ะ เพราะด้ามีความคิดที่ว่าเราทำให้คนที่ไม่รักเรารักเราไม่ได้” 

          เล่า ‘นาทีที่ยิ่งใหญ่’ ที่เกิดกับจิด้า

          สิ่งหนึ่งที่อดพูดถึงไม่ได้เลยคือนาทีที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเพราะสาวน้อยคนนี้ หลาย ๆ คนที่อ่านอาจจะยังไม่ทราบว่าเพลงนี้มีความหมายกับเธอ จิด้าพูดเสมอว่าเพลงนี้ค่อนข้างตรงกับชีวิตของตัวเอง ราวกับว่าเพลงนี้สะท้อนชีวิต ความฝัน ความหวัง ความตั้งใจของเธอได้เป็นอย่างดี

          “นาทีที่ยิ่งใหญ่ที่ด้าไม่สามารถลืมได้เลย คือวันงานแฟนมีตติ้ง ที่เรากำลังร้องเพลงนาทีที่ยิ่งใหญ่อยู่บนเวที แล้วจู่ ๆ ก็มีป้ายโปรเจคชูขึ้นมา เป็นภาพที่น่ารักมาก ด้าฝันมานานแล้วว่าอยากมีแบบนี้เพราะเวลาไปคอนเสิร์ตคนอื่นด้าเห็นเขามีโปรเจคกัน คือด้วยความที่ด้ารู้สึกว่าปกติเราไม่ค่อยถูกรักเท่าไร เพราะว่าที่ผ่านมาด้าเจอคำพูดไม่ดีที่คนมาต่อว่าค่อนข้างเยอะ พอได้เห็นภาพในวันนั้นทำให้เรามีกำลังใจ รู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็มีคนรัก แล้วก็นาทีที่ยิ่งใหญ่นี้ทำให้อยากทำงานต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ” 

          ความสุขของจิด้า

          จิด้าบอกกับเราว่าตั้งแต่จำความได้ ความสุขของเธอนั้นคือการได้ทำงานในวงการ จิด้ารู้ว่าตัวเองชอบการเป็นนักร้องที่สุด ไม่ว่าเธอจะขี้อายหรือกลัวแค่ไหน แต่สิ่งที่มีความสุขมาก ๆ คือการได้ยืนอยู่บนเวทีสร้างความสุขให้กับคนที่เขารักเรา 

          “ด้าเป็นคนที่รักการทำงานที่สุดค่ะ ช่วงที่ไม่มีงานเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดในชีวิต ทุกครั้งที่ได้ทำงาน ด้ามีความสุขมาก ยิ่งได้ทำงาน ด้ายิ่งอยากทำให้มันสำเร็จยิ่งขึ้นไปอีก แต่ถ้าจะมีความสุขจริง ๆ ด้าจะต้องได้ขึ้นอิมแพคค่ะ ยิ่งใหญ่ไหมคะ (หัวเราะ)” หากเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ความสุขของบางคนอาจเป็นการที่ได้ไปเที่ยวรอบโลก แต่จากคำตอบนี้เรารู้ได้ทันทีเลยว่าเกือบครึ่งชีวิตของเธอ ใช้เวลาไปกับการทำงานที่รักเกือบทั้งหมด 

          หากไม่ได้เป็นศิลปิน

          เราเกิดคำถามขึ้นมาในหัวว่า หากตอนนี้จิด้าไม่ได้เป็นศิลปินอย่างที่ตั้งใจไว้ ชีวิต ณ ตอนนี้เธอจะเป็นอย่างไร ยังมีสิ่งอื่นที่อยากจะทำหรือไม่นอกจากงานในวงการบันเทิงหรือไม่ จิด้าหยุดนิ่ง คิดไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยด้วยคำตอบนี้

          “ถ้าไม่ได้เป็นศิลปิน ความฝันแรกของด้าคืออยากเป็นหมอ อยากทำคลอดเด็ก (หัวเราะ) ด้ารักเด็ก ด้วยความที่เราเป็นพี่คนโตของบ้าน เลยทำให้มีความสุขเวลาได้อยู่กับเด็ก แล้วก็อยากทำอะไรที่มันเกี่ยวกับการช่วยเหลือคน เพราะว่าด้ารู้สึกว่าด้าเข้าใจคนอื่นมาก ๆ อยากทำอะไรที่เป็นการช่วยเหลือคนทั้งทางร่างกายแล้วก็จิตใจ” จิด้าตอบคำถามนี้กับเรา โดยที่อาจจะยังไม่เคยรู้เลยว่าการก้าวมาทำตามความฝันที่เป็นตัวเธอเองนั่นแหละ คือสิ่งที่สร้างความสุข สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายและช่วยรักษาจิตใจของคนอื่นได้เช่นเดียวกัน

          เป้าหมายในอนาคตของจิดาภา

          ถามมาจนถึงตรงนี้ เราจึงอยากรู้แพลนในชีวิตของเธอต่อไป เป็นคำถามสุดท้ายในบทสนทนาของเรา เมื่อคุณอ่านมาจนถึงตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะบอกคือตลอดระยะเวลาที่ตอบคำถาม น้ำเสียงของจิดาภาอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละข้อ แต่สิ่งที่เราเห็นและไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตลอดการสนทนาคือแววตาของเด็กสาว ผู้ที่มีความสุขในการทำงานของตน และพร้อมที่จะสร้างความสุขให้กับทุกคนในอนาคตต่อไป และนี่เป็นประโยคสุดท้ายของเธอ

          “ด้าจะพยายามทำในสิ่งที่ด้าทำได้ต่อไป ด้ามีคติประจำใจเสมอคือ ไม่มีคำว่ายอมแพ้ในพจนานุกรม ด้าจะไม่มีวันยอมแพ้ อะไรที่เราทำได้ เราก็จะทำ แล้วก็มาดูกันนะคะ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้าก็จะพยายามต่อไปแล้วก็จะทำให้ทุกคนภูมิใจค่ะ” จิด้ายิ้มอย่างสดใส และทิ้งท้ายประโยคสั้น ๆ ให้กับทุกคนที่อ่านอยู่ตอนนี้ว่า อะไรที่เกิดขึ้นนั่นคือสิ่งดีที่สุดสำหรับเราแล้ว ขอให้ทุกคนอย่ายอมแพ้นะคะ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร สิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้าจะดีสำหรับเราเสมอ สู้ต่อไป แล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยนะคะ

Visits: 373 | Today: 0 | Total: 40902